สาวซิ่งจักรยานยนต์ชนท้ายเบนซ์ กระเด็นโดนเก๋งอีกคันชนดับ

สาวซิ่งจักรยานยนต์แซงขวาชนท้ายรถเบนซ์ กระเด็นไปกระแทกรถที่สวนทางมา ก่อนที่จะเสียหลักไปชนกับรถอีก 5 คัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ-เสียชีวิต 1 ราย

ร.ต.อ.พรธีรา ทองมุณี ร้อยเวรสถานีตำรวจภูธรเมืองนครนายก ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถชนกันมีผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บหลายราย จึงไปยังที่เกิดเหตุ พร้อมแพทย์เวร และกู้ภัยสว่างอริยะ ซึ่งพบรถจักรยานยนต์ชนท้ายเข้ากับรถเบนซ์ ร่างผู้ขับรถจักรยานยนต์กระเด็นไปยังรถเก๋งที่สวนทางและส่งผลให้รถชนกันอีกหลายคัน บริเวณกิโลเมตรที่ 4-5 ถนนสายขาขึ้นน้ำตกสาริกา ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก

เมื่อตรวจสอบในที่เกิดเหตุพบว่า มีผู้เสียชีวิตเป็นหญิง 1 ราย ยังไม่ทราบชื่อและที่อยู่ อายุประมาณไม่เกิน 30 ปี ขับรถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ สีน้ำเงิน ชนท้ายรถเบนซ์สีบรอนซ์เงิน โดยมี นายมนูญ เป็นผู้ขับ ที่เปิดสัญญาณไฟเลี้ยวไว้ ซึ่งร่างได้กระเด็นไปยังรถยนต์สีบรอนซ์เงินอีกคันที่ขับรถสวนทาง ทำให้ถูกชนจนเสียชีวิต และส่งผลให้รถยนต์ที่ขับตามมาได้เสียหลักชนกันอีกหลายคัน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ สว่างอริยะ ได้นำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลแล้ว

จากการบอกเล่าของนายมนูญ คนขับรถเบนซ์ เล่าว่า ตนขับรถมาจากตัวเมืองนครนายก พอมาถึงจุดเกิดเหตุตนได้เปิดสัญญาณไฟเลี้ยวไว้และเมื่อมองกระจกส่องด้านหลังเห็นรถจักรยานยนต์ของผู้เสียชีวิตขับมาด้วยความเร็ว พร้อมกับแซงขวามาชนด้านท้ายรถเบนซ์ ก่อนจะกระเด็นไปยังรถเก๋งที่ขับสวนทางมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เก็บขอมูลหลักฐาน และจะได้เรียกคู่กรณีทั้งหมดมาสอบสวนเเละดำเนินการต่อไป

ส.บอลฯรอเผยชื่อโค้ชยช.ไทยสัปดาห์หน้า

มีรายงานออกมาจาก ส.บอล ว่า สัปดาห์หน้ารู้ตัวเฮดโค้ชของทีม 16 ปี, 19 ปี, 21 ปี และ 23 ปี แน่อน เนื่องจากรอการอนุมัติขั้นตอนสุดท้ายจาก พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง

นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย, พล.ต.ท.พิสัณฑ์ จุลดิลก เลขาธิการฯ, พาทิศ ศุภพงษ์ โฆษกและรองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศ ที่ติดภารกิจอยู่ในต่างแดน
หลังจากที่มีข่าวออกมาว่า สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย เตรียมทำการแต่งตั้งหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยในระดับเยาวชนทั้งรุ่นอายุ 16 ปี, 19 ปี, 21 ปี และ 23 ปี โดยในอนาคตอาจจะไม่มีทีมอายุไม่เกิน 23 ปี อีกต่อไปแล้วด้วยนั้น

ล่าสุดมีรายงานออกมาแล้วว่า ช่วงของภายในสัปดาห์หน้า สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จะมีการแบโผรายชื่อกุนซือใหญ่ประจำทีมชาติไทย ในชุดเยาวชนทีมต่างๆ ออกมาสู่สายตาแฟนบอลอย่างแน่นอน

สาเหตุที่สัปดาห์นี้ยังไม่มีการประกาศรายชื่อออกมานั้น เป็นเพราะว่า พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย, พล.ต.ท.พิสัณฑ์ จุลดิลก เลขาธิการฯ, พาทิศ ศุภพงษ์ โฆษกและรองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศ ติดประชุมอยู่ในต่างแดน ซึ่งจะต้องผ่านการรับรองจากทั้ง 3 คนนี้เสียก่อน จึงจะมีการประกาศได้

อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า ทุกอย่างจะต้องเสร็จสิ้นภายในสัปดาห์หน้าอย่างแน่นอน เพราะว่าสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ตอบรับคำเชิญจาก สมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น ส่งทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี เดินทางไปแข่งขันฟุตบอล รายการ Japan-Asean U-16 Football Tournament ณ เมืองมิยาซา ระหว่างวันที่ 6-15 มีนาคม 2561 นี้ ทำให้จะต้องมีการเก็บตัวฝึกซ้อมกันในเร็ววันนี้

สาวยอมทุบผนังบ้าน ช่วยน้องแมวติดซอกแคบ ออกมาเองไม่ได้

หน่วยกู้ภัยทุบและเจาะผนังบ้านช่วยแมวที่เข้าไปติดอยู่ในซอกแคบระหว่างบ้านออกมา เจ้าของบ้านเผยได้ยินเสียงร้องดังข้ามคืน คาดตกจากหลังคาขณะที่ไล่จับหนู

เมื่อวานนี้ (10 ก.พ.) เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิมิตรภาพสามัคคีหาดใหญ่และชาวบ้านร่วมกันช่วยชีวิตแมวตัวหนึ่งที่เข้าไปติดในซอกแคบออกมาไม่ได้ระหว่างบ้าน 2 หลังใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางมาถึง เจ้าของบ้านต้องยอมให้หน่วยกู้ภัยทุบฝาผนังบ้าน เนื่องจากไม่มีวิธีใดที่จะช่วยเหลือแมวตัวนี้ออกมาได้

ทันทีที่ได้รับอนุญาต หน่วยกู้ภัยทั้งใช้ค้อนทุบและสว่านเจาะตรงจุดที่แมวติดอยู่ ต้องให้น้ำแมวตัวนี้เป็นระยะเนื่องจากอยู่ในอาการอ่อนเพลียอย่างหนัก หลังจากที่ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงก็สามารถนำตัวมันออกมาได้อย่างปลอดภัย และทันทีที่หลุดออกมาก็วิ่งหนีไปด้วยความตกใจ

นางนภัชรสินธ์ อายุ 57 ปี เจ้าของบ้านที่ยอมให้ทุบบ้านบอกว่า ได้ยินเสียงแมวตัวนี้ร้องตั้งแต่กลางดึกจนถึงรุ่งเช้าออกมาดูก็พบว่ามันเข้าไปติดอยู่ในซอกระหว่างบ้านทั้งสองหลังออกมาไม่ได้ จึงได้แจ้งหน่วยกู้ภัยให้เข้ามาช่วย คาดว่าแมวตัวนี้น่าจะพลัดตกลงมาจากหลังคาระหว่างที่มันวิ่งไล่จับหนู

สุราษฎร์ฯจัดหนักส่งแข้งนอกครบโควตา

รังสรรค์ มธุรเมธาวี ประธานสโมสร “ไก่พิฆาต” สุราษฎร์ธานี เอฟซี กลับลำส่งนักเตะต่างชาติครบโควตา พร้อมดึง พัดทะนา พรหมะเทพ กองหลังทีมชาติลาวยู-23 ของชลบุรี เอฟซี เข้ามาเสริมทัพอีกราย หวังทำอันดับให้ดีขึ้นกว่าฤดูกาลที่ผ่านมา


“ไก่พิฆาต” สุราษฎร์ธานี เอฟซี ภายใต้การนำทัพของ รังสรรค์ มธุรเมธาวี นายใหญ่ของทีม ออกตัวจะทำทีมแบบเศรษฐกิจพอเพียงเน้นสร้างนักเตะท้องถิ่นและนักเตะไทยไว้ใช้งานในอนาคต อย่างไรก็ตาม ล่าสุดหลังจากที่ส่งรายชื่อให้กับทางฝ่ายจัดการแข่งขัน ปรากฏว่าส่งรายชื่อนักเตะแบบจัดเต็มโดยเฉพาะโควตาต่างชาติที่มีครบทั้งไอวอรี่โคสต์, บราซิล, อิหร่าน และสปป.ลาว

รังสรรค์ มธุรเมธาวี ประธานสโมสรสุราษฎร์ธานี เอฟซี กล่าวว่า “ตอนแรกนโยบายของเราก็คือจะเน้นนักเตะท้องถิ่นเป็นหลัก แต่ทำไปทำมาก็อยากจะทำให้มันดีไปเลยเพื่อเป็นหน้าตาของ จ.สุราษฎร์ธานี เพราะเราก็เป็นเมืองที่ใหญ่ในเขตภาคใต้ มีดีกรีเป็นแชมป์โซนมาแล้ว เมื่อปรึกษาหารือกับทางทีมงานกลุ่มสตาฟฟ์โค้ชก็ตกผลึกดึงนักเตะต่างชาติเข้ามาครบรวมทั้งแอฟริกา

ซึ่งเป็น 2 นักเตะจากไอวอรี่โคสต์ที่เคยร่วมงานกันอย่าง เซามาโอโร่ มาฟา, โมฮาเหม็ด คูรูมา อีกทั้งตัวบราซิลอย่าง วินิซิอุส จากกำแพงเพชร เอฟซี รวมถึงตัวเอเชียอย่าง ฟารามาร์ซ จากอิหร่าน และอาเซียนดีกรี ยู-23 ปีทีมชาติลาวอย่าง พัดทะนา พรหมะเทพ ที่เรายืมตัวมาจากชลบุรี เอฟซี ในส่วนของเป้าหมายนั้นก็คงจะมองถึงการทำอันดับให้ดีๆ ก่อนในเบื้องต้น ถ้าเลกแรกผลงานออกมาดี เลกสองก็คงจะต้องมองหาผู้เล่นที่มีขีดความสามารถที่ดีมาเสริมในตำแหน่งที่เราต้องการ”

นายจ้างลวงลูกคนงานขายตัว ล้างหนี้ยาเสพติด 1 แสน

พม.ให้ความช่วยเหลือเด็กหญิงชาวลาววัย 13 ปี หลังติดตามพ่อ แม่ มาทำงาน แล้วถูกนายจ้างหลอกพาไปขายตัวให้กับเอเย่นต์ค้ายาในพื้นที่จังหวัดตรัง

วันที่ 8 ก.พ.2561 นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือเด็กหญิงชาวลาว อายุ 13 ปี พร้อมมารดา และน้องวัย 1 ขวบ ออกมาจากบ้านของชาวบ้านรายหนึ่ง ซึ่งเป็นพลเมืองดีในพื้นที่ ต.ทุ่งยาว อ.ปะเหลียน

หลังจากได้รับการแจ้งประสานขอความช่วยเหลือมายังผู้ว่าราชการจังหวัดตรังว่า เด็กหญิง อายุ 13 ปี ซึ่งได้ติดตามพ่อ แม่ มาทำงานรับจ้างอยู่ภายในแปลงเพาะพันธุ์กล้ายางของนายจ้าง ใน อ.ปะเหลียน แต่ได้ถูกลูกชายของนายจ้าง อายุประมาณ 27 ปี ล่อลวงนำไปขายตัวให้กับเอเย่นต์ค้ายารายหนึ่งในพื้นที่ เพื่อแลกกับหนี้ค่ายาเสพติดที่ค้างอยู่ จำนวน 1 แสนบาท

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา แต่ครอบครัวได้เข้าแจ้งความที่ สภ.ปะเหลียน เมื่อวันที่ 19 ม.ค. แต่คดีไม่คืบหน้า ขณะที่พ่อแม่ของเด็กหญิงต้องลาออกจากงาน และไม่มีเงินติดตัว ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ ชาวบ้านในพื้นที่ทราบข่าวและสงสาร จึงให้ความช่วยเหลือและต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ เปลี่ยนที่นอนทุกคืน เพราะถูกข่มขู่และกลัวอิทธิพล เนื่องจากนายจ้างเป็นนักการเมืองท้องถิ่น

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวเด็กหญิง พร้อมมารดา และน้องสาววัย 1 ขวบ ออกมาอย่างปลอดภัย จากนั้นได้นำตัวไปสอบปากคำต่อหน้าสหวิชาชีพ และนำตัวไปพักพิงอยู่ที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดตรัง ขณะเดียวกันจะได้ติดตามด้านคดีต่อไป

นศ.ปี 1 ม.ดัง กระโดดหอพักดับ เพื่อนเผย 3-4 วันก่อน พูดจาวกวน

พ.ต.ต.บุญสิงห์ สุทธิ สารวัตรสอบสวนสภ.คลองหลวง ได้รับแจ้งเหตุนักศึกษากระโดดหอพักเสียชีวิต ภายในหอพักแห่งหนึ่งย่านถนนเชียงราก-บางขันธ์ ม.18 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี จึงไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย รถกู้ชีพเทศบาลเมืองท่าโขลงและเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู พร้อมเจ้าหน้าที่สายตรวจและเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.คลองหลวง

ที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันปั๊มหัวใจผู้ได้รับบาดเจ็บอยู่ แต่ผู้ได้รับบาดเจ็บทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทราบชื่อ นายมนต์เทพ อายุ 22 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 1 คณะบริหารธุรกิจ

จากการสอบถาม นายศิวกร อายุ 19 ปี เพื่อนผู้ตายที่อยู่ห้องเดียวกันบอกว่า ผู้ตายพร้อมกับตนเองพักอยู่ห้องที่ตึก C ขณะนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่เห็นผู้ตายออกมาตรงระเบียงห้องนึกว่าจะออกมาสูบบุหรี่และก็ได้ยินเสียงดังเหมือนมีสิ่งของตกลงมาด้านล่าง เมื่อตนเองชะโงกศีรษะออกมาดูก็พบว่า เพื่อนได้ตกลงมาด้านล่างแล้ว จึงได้โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยและเจ้าหน้าที่รปภ.ให้มาตรวจสอบที่เกิดเหตุ

และเมื่อ 3-4 วันที่ผ่านมาผู้ตายมีอาการเครียดพูดจาไม่รู้เรื่อง เมื่อตนสอบถามก็พูดจาวกไปวนมา บอกแต่ว่า “กูผิดเอง” ซึ่งตัวเองก็คาดว่า ผู้ตายน่าจะกระโดดลงมาเอง เพราะพื้นระเบียงห้องกับเหล็กกั้นสูงประมาณอก ไม่มีโอกาสที่จะพลัดตกลงมาเองอย่างแน่นอน ด้าน พ.ต.ต.บุญสิงห์ สุทธิ สารวัตรสอบสวน สภ.คลองหลวง

หลังจากตรวจสอบในที่เกิดเหตุและบันทึกภาพในที่เกิดเหตุเก็บไว้เป็นหลักฐาน พร้อมกับนำเพื่อนผู้ตายที่อยู่ด้วยกันไปสอบสวนเพิ่มเติมที่ สภ.คลองหลวงส่วนผู้เสียชีวิตได้ให้เจ้าหน้าที่นำส่งชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการตายอีกครั้ง และจะได้ติดตามญาติผู้เสียชีวิตมารับศพไปบำเพ็ญกุศลต่อไป

แชร์สนั่น! ชายเตะผู้หญิง ผลักเด็ก-คนแก่ตกข้างทาง

โซเชียลแชร์สนั่น คลิปชายอกสามศอก! เตะ-ตบ ผู้หญิง ผลักเด็กและคนแก่ กระเด็นตกข้างทางที่นครปฐม ขณะเจ้าของคลิป เผยทั้งหมดนั่งรถมาด้วยกัน – แจ้ง 191 เข้าระงับเหตุแล้ว

มีการส่งต่อคลิปเหตุการณ์ผู้ชายทำร้ายผู้หญิง เด็ก และคนแก่ โดยผู้ส่งข้อมูลระบุว่า เหตุการณ์เกิดสดๆร้อนๆ ในพื้นที่ สภ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม โดยคลิปเหตุการณ์ดังกล่าว มีความยาว 1.11 นาที โดยในคลิป มีรถกระบะสีขาว จอดอยู่ริมถนนและมีคนทะเลาะ ดึง ฉุดกระชากกันอยู่

โดยผู้ชายที่สวมเสื้อยืดสีดำ ได้เข้าไปทำร้ายร่างกายผู้หญิงวัยกลางคน โดยมีเด็กชาย 2 คน และ ผู้หญิงสูงอายุ ที่คาดว่าจะเป็น แม่ของผู้หญิงที่ถูกทำร้าย ร้องไห้และกอดกันอยู่ข้างประตูรถ ก่อนที่ผู้ชาย จะฉุดกระชาก และผลักเด็กคนแก่ ตกข้างทาง และเด็กผู้ชาย วิ่งเข้ามาช่วยปกป้องแม่ไว้ ก่อนที่ผู้ชาย จะลากผู้หญิงไปอีกทางแล้วใช้เท้า เตะเสยที่ใบหน้า ก่อนที่คลิปดังกล่าว จะตัดไป

ทั้งนี้ ผู้ที่บันทึกภาพไว้ ระบุว่า ให้โทรแจ้งตำรวจพื้นที่ ให้เข้ามาตรวจสอบเหตุการณ์ เพราะไม่แน่ใจว่าคนที่ก่อเหตุเป็นบุคคลในครอบครัว หรือเป็นเหตุการณ์ใดกันแน่

ล่าสุด ทีมข่าวไอ.เอ็น.เอ็น. ได้ติดต่อ ไปยังผู้โพสต์คลิป ดังกล่าว คือ นายพงศธร น้อยรักษา ผู้สื่อข่าวพิเศษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐ เล่าว่า ขณะที่ตนเองกำลังจะไปทำธุระย่านบางเลน ก็พบเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว โดยกลุ่มคนที่อยู่ในคลิปนั่งรถกระบะคันสีขาวมาด้วยกัน แล้วจอดข้างทาง ซึ่งตนไม่คิดว่าผู้ชายจะลงจากรถแล้วทำร้ายผู้หญิงจนเกิดเหตุชุลมุน

ตนเองไม่รู้ว่าเหตุการณ์จบลงอย่างไร เพราะรถด้านหลังติดหนักมากจึงต้องขับรถออกมา แต่ก็ได้โทรแจ้งสายด่วน 191 เพื่อให้เข้ามาระงับเหตุ ซึ่งจุดเกิดเหตุน่าจะเป็นของพื้นที่ สภ.ปลายบาง จ.นนทบุรี

หนุ่มเมาขาดสติ ตำรวจมาเตือน คว้าปืนยิงรองสวป.หนองขาม ดับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (6 ก.พ.) เมื่อเวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจหนองขาม ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันที่บริเวณตลาดต่อศักดิ์เก่า หมู่ 11 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จึงเดินทางไปตรวจสอบพบมีผู้ถูกยิง 2 ราย

ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำตัวส่ง รพ.แหลมฉบัง และเสียชีวิตในเวลาต่อมา 1 ราย ทราบชื่อ คือ ร.ต.อ.อิศรพงษ์ รองสารวัตรปราบปรามสถานีตำรวจภูธรหนองขาม ถูกยิงบริเวณไหล่ซ้ายตัดขั้วหัวใจ ส่วนอีก 1 ราย คือ นายศุภสิทธิ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจอาสา ถูกยิงที่บริเวณท้องได้รับบาดเจ็บสาหัส

จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ผู้ที่ลงมือก่อเหตุในครั้งนี้ คือ นายนิรุต อายุ 39 ปี เจ้าของร้านขายของชำบริเวณจุดเกิดเหตุ ซึ่งนั่งกินเหล้าอยู่บริเวณหน้าร้านและเกิดส่งเสียงดัง จึงมีเพื่อนบ้านโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำป้อม ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากจุดเกิดเหตุ จึงเดินทางมาตักเตือน แต่นายนิรุตมีอาการเมาสุรา จึงเกิดมีปากเสียงและเกิดชกต่อยกับเจ้าหน้าที่

จากนั้นจึงเดินเข้าไปในบ้านไปหยิบอาวุธปืนซุกไว้ด้านหลัง 2 กระบอก เป็นอาวุธปืนขนาด 9 มม.และ .38 มม. โดยจังหวะนั้น ร.ต.อ.อิศรพงษ์ ได้เดินทางมาสมทบและบุกจู่โจมเข้าล็อคตัวนายนิรุตพร้อมด้วยตำรวจอาสา ทำให้นายนิรุตชักอาวุธปืนที่พกไว้ด้านหลังยิงขึ้นฟ้า 1 นัด และยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 นัด และ ตำรวจอาสา 1 นัด ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว

ซึ่งหลังลงมือก่อเหตุก็ไม่ได้หลบหนีไปไหนนั่งอยู่ตรงที่นั่งดื่มเหล้า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ประสานกับตำรวจอีกหลายนาย ให้มาช่วยปิดล้อมและกันผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาบริเวณนั้นโดยเด็ดขาด เพื่อดำเนินการเจราจรและเข้าจับกุม

แต่เนื่องจากผู้ต้องหายังมีอาวุธปืน จึงยังไม่กล้าบุกเข้าจับตัว โดยทางเจ้าหน้าที่ได้ใช้การเจรจาเกลี้ยกล่อมจนญาติคนร้ายมาแล้วเข้าไปเจรจาเกลี้ยกล่อมจนผู้ก่อเหตุยอมใจอ่อนมอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ พร้อมควบคุมตัวไปทำการสอบสวน

จากการสอบปากคำเบื้องต้น ผู้ต้องหายอมรับว่าเมา และเป็นคนยิงตำรวจและตำรวจอาสาจริง จึงทำการตรวจแอลกอฮอล์และตรวจสารเสพติด พบว่ามีสารเสพติดยาไอซ์ ยาเค และยาบ้า ซึ่งผู้ต้องหายอมรับว่าเสพจริง ก่อนส่งพนักงานสอบสวน สภ.หนองขาม ดำเนินคดีต่อไป

โรเบิร์ตสันเผยขนลุกกับเสียงเชียร์เดอะค็อป

แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แบ็ก ลิเวอร์พลู เผยขนลุกซู่กับเสียงเชียร์ของเดอะ ค็อป ในเกมลีกนัดล่าสุดที่เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อวันอาทิตย์บอกเป็นสิ่งที่ทำให้นักเตะมีพลัง และอยากขอบคุณสำหรับแรงใจของแฟนๆ ที่มีให้มาตลอด

โรเบิร์ต

 

ดาวเตะทีมชาติสกอตแลนด์ โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจในเกมที่ ลิเวอร์พูล หยุดสถิติไร้พ่ายของจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก และล่าสุด โรเบิร์ตสัน ก็ยอมรับว่า เสียงเชียร์จากบรรดาเดอะ ค็อป มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยให้ตัวเองและเพื่อนร่วมทีมโชว์ฟอร์มเก่งออกมาในนัดนี้

“หลังจากที่เราได้ประตูที่ 4 ผมเอาชนะในการเข้าสกัด 2 ครั้งและได้ยินพวกเขาส่งเสียงเรียกชื่อ ซึ่งมันเป็นเรื่องวิเศษเสมอ โดยเฉพาะจากบรรดาเดอะ ค็อป เสียงที่พวกเขาเปล่งออกมา มันเริ่มต่อเนื่องและมันก็ทำให้คุณขนลุก”

“ผมไม่รู้จะขอบคุณพวกเขาอย่างไรสำหรับแรงสนับสนุนที่พวกเขามีให้กับผมตั้งแต่วันแรก เวลาที่ผู้คนมาที่แอนฟิลด์ คุณรู้ว่าบรรยากาศจะเป็นแบบไหน และผมคิดว่าวันนี้มันยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมเคยเล่นมา” โรเบิร์ตสัน กล่าว

เราเสียอะไรจาก “เงินบาทแข็งตัว”

ทันทีที่อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทแข็งค่าทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการแข็งค่าสูงสุดในรอบ 2 ปีครึ่ง เสียงแห่งความกังวลจากภาคธุรกิจเอกชนก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“ชูเกียรติ โอภาสวงศ์” นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า “ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้การส่งออกไทยทำได้ยากขึ้น เพราะราคาสินค้าไทยจะแพงมากกว่าคู่แข่ง โดยสินค้าเกษตรได้รับผลกระทบมากกว่าอุตสาหกรรม เช่น ข้าวหอมมะลิขณะนี้ที่เงินบาทอยู่ที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เราส่งออกที่ตันละ 920 เหรียญฯ แต่ปีก่อนค่าเงินบาทอยู่ที่ 34 บาท เราตั้งราคาขายได้ที่ตันละ 800 เหรียญฯ วันนี้ข้าวหอมของกัมพูชาและเวียดนามถูกกว่าเรามาก ลูกค้าจึงเริ่มไปซื้อข้าวจากคู่แข่งแทน”

โดยหากเทียบอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันเปิดทำการวันแรกของปี 2560 นี้ วันที่ 4 ม.ค.ซึ่งเงินบาทอยู่ที่ 35.893 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ กับล่าสุดวันที่ 24 พ.ย.ที่ 32.675บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ค่าเงินบาทแข็งค่าเพิ่มขึ้น 3.218 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งขึ้นประมาณ 8.96%!!

จึงไม่น่าแปลกที่ผู้ส่งออกจะรู้สึก “ขาดทุนกำไร” เพราะเมื่อแปลงรายได้จากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเงินบาท เม็ดเงินจริงที่ได้หายไปมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเงินจำนวนนั้นเป็นรายได้สำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย

หากประมาณว่ามูลค่าการส่งออกของไทยเฉลี่ยในปี 2560 นี้อยู่ที่ 15,000-16,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อเดือน หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทุกๆ 1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯเท่ากับว่ารายได้ของเราที่ได้จากการส่งออกของไทย ที่แปลงจากรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯเป็นเงินบาทไทยจะหายไป 15,000-16,000 ล้านบาทในเดือนนั้นๆ

ขณะเดียวกัน หากเทียบค่าเงินบาทกับเงินสกุลภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของไทยในช่วงตลอดปี 2560 นี้

เราจะพบว่า มีหลายช่วงต่อทีเดียวที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอยู่ในอันดับต้นๆของสกุลเงินภูมิภาค และบางช่วงค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาค

และที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้น คือ แนวโน้มของเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง!!

ขณะที่ภาคเอกชนให้ความเห็นว่า ค่าเงินบาทที่เหมาะสมสำหรับการส่งออกของไทยควรอยู่ที่ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ “ธิติ ตันติกุลานันท์” ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง โดยไตรมาส 1 ปีหน้าคาดว่าจะแข็งค่าในกรอบ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ภาคเอกชนต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลเงินบาทให้มีเสถียรภาพกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ผันผวนมากเกินไป โดยหากยังแข็งค่าต่อเนื่อง ธุรกิจส่งออกหลายส่วนของไทยอาจจะอยู่ในสภาวะ “เจ็บหนัก”

อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของ ธปท.ให้เหตุผลของเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นว่า “มาจากปัจจัยในต่างประเทศ ทั้งการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมทั้งการเคลื่อนไหวของเงินทุนตามความมั่นใจที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละสถานการณ์ ขณะเดียวกัน การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในอัตราที่สูงมาก ทั้งจากการส่งออก และรายได้จากการท่องเที่ยว เป็นอีกส่วนที่ทำให้ “ค่าเงินบาท” แข็งค่าเพิ่มขึ้น”

ขณะที่ภาคการส่งออกนั้น ธปท.ใช้ทฤษฎีนี้มาตลอดว่า “การขยายตัวเพิ่มขึ้นของการส่งออกมาจากภาวะเศรษฐกิจของคู่ค้ามากกว่าผลจากอัตราแลกเปลี่ยน” ดังนั้น นโยบายการดูแลเงินบาทของ ธปท.ในช่วงที่ผ่านมาจึงเป็น “การปล่อยไปตามกลไกและแรงกระเพื่อมจากตลาด ขณะที่การดูแลเป็นการประคองตามอาการ” เท่านั้น

มาตรการที่ออกมาดูแล “ตลาดเงินและค่าเงินบาท” จึงไม่ได้บวกความพยายามที่จะใช้ “ค่าเงิน” กระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่พยายามที่ใช้วิธีกระตุ้นให้เอกชน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) “รู้จักบริหารความเสี่ยง และป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนด้วยตัวเอง”

วันที่โครงสร้างเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนสู่ยุคเทคโนโลยี การเพิ่มโอกาสการแข่งขันของธุรกิจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และการแข่งขันกันตัดราคา เป็นอีกการแข่งขันที่สำคัญ และมีความเข้มข้นสูงมาก เราควรปล่อยให้ “เงินบาทที่แข็งค่า” เป็นอุปสรรคส่วนหนึ่งของการค้าที่ทำให้เราโค้ดราคาสู้คนอื่นได้ยาก หรือเป็นส่วนหนึ่งที่บั่นทอน “รายได้” ในรูปเงินบาทของไทยให้ไม่เพิ่มขึ้นมากอย่างที่ใครๆหวัง…หรือไม่

ในช่วงที่ผ่านมานโยบายหลายเรื่องของ ธปท.ลงมาคลุกคลีกับผู้ประกอบการและติดดินมากขึ้น แต่ “อัตราแลก เปลี่ยนค่าบาท” กลับไม่ใช่ แม้วันนี้การส่งออกจะขยายตัวดีขึ้นกว่าที่คาดไว้ แต่ไม่มีใครรับประกันได้ว่า ถ้าเราดูแลค่าเงินบาทได้ไม่ดีพอ “เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น” จะไม่กลายเป็น “ฟางเส้นสุดท้ายบนหลังลา” ของธุรกิจส่งออกไทย