โดดตึกหนีตำรวจ,แก๊งคอลเซ็นเตอร์,หนีตำรวจ

ชายต้องสงสัยเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตัดสินใจกระโดดคอนโดหนีตำรวจบาดเจ็บสาหัส พบบัตรประชาชนปลอม-สมุดบัญชีหลายธนาคารในห้องพัก

เมื่อวานนี้ (23 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.ณรงค์ อินตา รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองลำปาง และเจ้าหน้าที่กู้ชีพ รพ.ลำปาง ร่วมตรวจสอบ หลังได้รับแจ้งเหตุว่ามีคนตกจากตึกสูงได้รับบาดเจ็บ ภายในคอนโดแห่งหนึ่งย่านเรือนจำกลางลำปาง ถนนพหลโยธิน ต.หัวเวียง อ.เมือง จ.ลำปาง

ที่เกิดเหตุ บริเวณด้านหน้ามีระบบรักษาความปลอดภัยของผู้เข้าพัก โดยมี รปภ.เฝ้าอยู่ด้านหน้า และไม่อนุญาตให้บุคคลไม่เกี่ยวข้องเข้าไปด้านในได้ เบื้องต้นทราบว่า ผู้บาดเจ็บเป็นชาย 1 ราย อายุประมาน 30 ปี แขนหักทั้งสองข้าง ใบหน้าด้านขวาบวม มีเลือดออกปากและจมูก ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงเร่งนำตัวส่งรักษา รพ.ลำปางทันที ทราบชื่อต่อมา นายจิรัตน์ อายุ 36 ปี

จากการสอบถามทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีตำรวจชุดสืบสวนชุดหนึ่งจากทางภาคกลางและภาคใต้ ติดตามตัวชายคนดังกล่าวมาจากเชียงราย เนื่องจากเป็นผู้ต้องสงสัยพัวพันกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้มาเช่าคอนโดต่อจากเจ้าของห้อง เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ทางตำรวจได้นั่งรออยู่บริเวณล็อบบี้ และวันนี้พบว่านายจิรัตน์ลงมาจากห้อง จึงแสดงตัวและคุมตัวนายจิรัตน์ขึ้นไปทำการตรวจค้นบนห้องพักชั้น 6

ทางตำรวจได้ขอให้พนักงานของคอนโด จำนวน 2 คน ขึ้นไปเป็นพยานด้วย และจากการตรวจค้นตำรวจพบบัตรประชาชนปลอม ในรูปเป็นรูปเดียวกันทั้งหมด แต่ชื่อในบัตรไม่ซ้ำกันมากกว่า 10 ใบ และพบสมุดบัญชีธนาคารหลายธนาคารอีกจำนวนหลายเล่ม จึงได้รวบรวมหลักฐานไว้

ขณะที่ตำรวจกำลังนั่งสอบสวนนายจิรัตน์อยู่บริเวณโซฟาติดกับระเบียงห้อง โดยไม่ได้ใส่กุญแจมือและมีพนักงานของคอนโดนั่งอยู่ด้วย นายจิรัตน์ได้ลุกขึ้นและวิ่งออกไปกระโดดระเบียงห้องตกลงมาทางด้านล่างของตึกทันที ท่ามกลางความตื่นตกใจของตำรวจและพนักงานของคอนโดดังกล่าว จึงรีบแจ้งตำรวจ สภ.เมืองลำปาง และเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าให้การช่วยเหลือ

ทางด้าน พ.ต.อ.ไกรสิทธิ์ พรหมปฏิมา ผกก.สภ.เมืองลำปาง กล่าวว่า ทางตำรวจขอรวบรวมหลักฐานต่างๆ เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งว่า ชื่อ นายจิรัตน์ เรืองบุรพ เป็นชื่อและนามสกุลจริงหรือไม่ เพราะพบบัตรประชาชนหลายใบ ชื่อและที่อยู่ไม่เหมือนกัน ซึ่งชื่อจิรัตน์ เรืองบุรพ เป็นชื่อที่ใช้ในการเช่าห้องคอนโด รวมทั้งสอบสวนว่าเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือไม่

ไม่มีการแย่งเงินบริจาคลุงซาเล้ง ลูกสาวเชื่อใส่ร้าย ย้ำเบิกจ่ายผ่านคนกลาง

จากกรณี คุณลุงจรูญ อายุ 82 ปี อาชีพเก็บขยะขาย หรือ คุณลุงขี่ซาเล้ง ที่ถูก นายนราธร หรือ จ๊อด อายุ 21 ปี ทำร้ายร่างกาย กระทั่งวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา เฟซบุ๊กแฟนเพจ “แหม่มโพธิ์ดำ” โพสต์รูปภาพของลุงจรูญ เผยให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ของคุณลุงซาเล้งที่ถูกทำร้าย

กลายเป็นคนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ คู่กรณีมาขอเจรจา ผ่อนจ่ายเดือนละ 3,000 บาท พร้อมกับเปิดรับบริจาคช่วยเหลือคุณลุง

ล่าสุด คุณวนิดา ลูกสาวของลุงจรูญ เปิดเผยว่า ล่าสุดลุงขยับตัวได้แค่ซีกขวา และได้มีการพูดคุยโต้ตอบได้มากกว่าทุกวัน โดยหลักๆ ตนและคุณแม่จะเป็นคนดูแล ส่วนลูกคนอื่นๆ ก็มีแวะเวียนมาดูแลบ้าง แต่ไม่ได้มานอนค้างที่บ้าน

ส่วนที่มีการเปิดบัญชีช่วยเหลือคุณลุงนั้น ก็มีคนยื่นมือช่วยเหลือมาค่อนข้างเยอะ โดยมีคุณแม่เป็นคนดูแลค่าใช้จ่าย เปิดบัญชีร่วมกับทีมงานจากเพจแหม่มโพธิ์ดำ ที่มาช่วยจัดการดูแลบัญชีการใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนที่หลายคนเกรงว่าเงินจะไม่ถึงลุงโดยตรงนั้น ตนขอชี้แจงว่า บัญชีนี้เป็นการเปิดบัญชีร่วม ลูกไม่มีสิทธิ์ได้รับผลประโยชน์ใดๆ ซึ่งทุกครั้งที่จะเบิกเงิน คนกลางจะให้เขียนแจกแจงว่านำเงินไปใช้อะไรบ้าง ก่อนที่จะไปเบิกเงินในส่วนนั้นร่วมกัน

คุณวนิดา ระบุว่า ทางฝั่งของคู่กรณีได้แวะมาดูอาการของลุงจรูญ แต่ไม่มีการให้เงินช่วยเหลือ เพียงแต่ได้ช่วยเหลือตามที่ตกลงไว้ เดือนละ 3,000 บาท รวมระยะเวลา 27 เดือน ขณะที่ก่อนหน้านี้ได้ให้เงินช่วยเหลือมาแล้ว 15,000 บาท โดยการที่ฝ่ายคู่กรณีมาดูอาการลุงวันนี้ ส่วนตัวมองว่าต้องมีการกระตุ้นก่อนจึงจะมา หรืออาจจะเข้าใจได้ว่าคงจะติดงานถึงไม่ได้มาเยี่ยม

อย่างไรก็ตาม การเปิดบัญชีระดมทุนช่วยเหลือลุงจรูญนั้น หากคนจะมองไม่ดี ก็ไม่สามารถห้ามคนมองได้ แต่ยืนยันว่า การเบิกจ่ายทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอน มีการเขียนรายละเอียดชี้แจงความจำเป็นที่จะต้องใช้เงิน ให้กับทีมงานเพจแหม่มโพธิ์ดำพิจารณาก่อนทุกครั้ง

ฝนหลวงจ่อขึ้นทำฝนเทียม ลดฝุ่นละออง แต่อากาศไม่เอื้อ

ศูนย์ฝนหลวง เตรียมพร้อมสารขึ้นทำฝนเทียม ลดปัญหาฝุ่นละอองในกรุงเทพฯ วันนี้ แต่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย

ที่ศูนย์ปฏิบัติกรฝนหลวงภาคตะวันออก สนามบินอู่ตะเภา ต.พลา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ซึ่งตั้งเป็นหน่วยปฏิการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วจังหวัดระยอง นายประสพ พรหมมา ผอ.ฝนหลวงภาคตะวันออก ได้เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่ เครื่องบินและสาร เพื่อเข้าปฏิบัติการฝนหลวงให้เกิดฝนตก ชะล้างฝุนละอองขนาดเล็กและฝุ่นละอองที่เคลื่อนตัวเข้าสู่กรุงเทพมหานคร

ในพื้นที่ต้นลมของภาคตะวันออก เช่น มาบตาพุด ระยอง ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ปราจีน นครนายก เพื่อจะลดปัญหาเรื่องของการเคลื่อนตัวของฝุ่นละอองที่เข้าไปสะสม ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เตรียมการณ์ ตั้งแต่ช่วงเช้า

กระทั่งจะขึ้นบินในช่วงบ่ายของวันนี้ แต่ปรากฏว่าสภาพอากาศไม่เอื้อทำให้ต้องยกเลิกการทำฝนหลวง ต้องรอดูสภาพอากาศอีกครั้งว่าจะสามารถขึ้นได้เมื่อใด อย่างไรก็ตามศูนย์ฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว ยังจะเฝ้าติดตามดูสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดเพื่อขึ้นทำฝนหลวงในการลดปริมาณฝุ่นละอองต่อไป

สุดระทึก รถบรรทุกน้ำมันซิ่งชนเก๋ง ระเบิดไฟลุกท่วมเสียชีวิต 1 ราย

รถบรรทุกน้ำมันพุ่งข้ามเกาะชนรถเอสยูวี ประสานงาจนระเบิดไฟลุกท่วมกลางถนน คนขับรถเอสยูวีดับคาที่ จนท.เข้าสกัดไฟกว่า 1 ชั่วโมง

(17 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 02.30 น. ที่ผ่านมา ร.ต.อ.เอกพล จงสูงเนิน ร้อยเวรสอบสวน สภ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกน้ำมันเสียหลักพุ่งข้ามเกาะ บริเวณหน้าตลาด อ.พระพุทธบาท ถ.พหลโยธิน ฝั่งเข้าตัวเมือง จ.สระบุรี พุ่งเข้าชนประสานงากับรถยนต์โตโยต้า สปอร์ตไรเดอร์ สีบรอนซ์เงิน และพลิกคว่ำระเบิดไฟลุกไหม้ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.โกมล กลิ่นประชุม ผกก.สภ.พระพุทธบาท พร้อมประสานขอกำลังรถดับเพลิงจากเทศบาลเมืองพระพุทธบาท และใกล้เคียงไปช่วยดับเพลิง

ในที่เกิดเหตุ เพลิงได้ลุกไหม้รถน้ำมัน แต่ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียนรถ เพราะรถถูกไฟไหม้เสียหายหมด โดยมีเสียงระเบิดเป็นระยะๆ เปลวไฟได้ลุกลามไหม้เต็นท์และสิ่งของภายในร้านอาหารโต้รุ่ง ศาลาที่พักผู้โดยสารริมทางเสียหายยับเยิน แต่ด้วยเพลิงที่ลุกไหม้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจึงต้องนำโฟมสารเคมีเข้าช่วยสกัดไฟ ท่ามกลางความแตกตื่นของประชาชนร้านค้าที่อยู่ใกล้เคียง โดยใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ในวงจำกัดได้

จากการตรวจสอบในรถยนต์โตโยต้า สปอร์ตไรเดอร์ พบผู้เสียชีวิตติดคาซากรถที่เสียหายยับเยิน ถุงลมแตก เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องตัดถ่างนำร่างออกมาจากตัวรถสภาพแขน-ขาหัก ทราบชื่อ นายเกียรติธนู อายุ 58 ปี เป็นชาว ต.ท่าศาลา อ.เมือง จ.ลพบุรี จึงมอบศพให้มูลนิธิฯ นำส่งโรงพยาบาลพระพุทธบาท ส่วนคนขับรถบรรทุกน้ำมันมีผู้เห็นเหตุการณ์แจ้งว่าหลบหนีไปก่อนแล้ว

ขณะที่สอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า คนขับรถบรรทุกน้ำมันได้ไปบรรจุน้ำมันดีเซลกว่า 24,000 ลิตร จากคลังน้ำมันที่ อ.เสาไห้ มุ่งหน้าไปทาง จ.ลพบุรี เมื่อถึงที่เกิดเหตุคนขับอาจหลับในหรือยางระเบิด รถจึงพุ่งข้ามเกาะกลางถนนชนประสานงาอย่างจังกับรถยนต์โตโยต้าสปอร์ไรเดอร์ที่ นายเกียรติธนู ขับสวนทางมุ่งหน้าไปทางเข้าเมือง จ.สระบุรี เสียชีวิตคาที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ต้องรอพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้ง

หนุ่มฉลองเรียนจบ ม.6 เร่งเครื่องรถชนกระบะเสียชีวิตน่าเศร้า

หนุ่มนักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนดังเมืองพะเยา ฉลองเรียนจบกับเพื่อนๆ ซึ่งรถกลับไม่ถึงบ้าน ชนกระบะเสียชีวิตคาที่ พร้อมการ์ด-ดอกไม้แสดงความยินดีเกลื่อน

เมื่อวานนี้ (15 ก.พ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองพะเยา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยกลางพิทักษ์ชีพ ต้องเข้าทำการตรวจสอบสภาพศพของ นายกฤตเมธ อายุ 18 ปี นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนพะเยาพิทยาคม หลังเกิดอุบัติเหตุขับรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ เฉี่ยวชนกับรถกระบะอีซูซุ บริเวณหน้าศูนย์ดับเพลิงตำบลบ้านต๋อม ใกล้สะพานขุนเดช ตำบลบ้านต๋อม อำเภอเมืองพะเยา

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบว่า ผู้เสียชีวิตยังสวมใส่ชุดนักเรียน สภาพนอนเสียชีวิตอย่างสลดหดหู่แก่ผู้พบเห็น โดยบริเวณโดยรอบได้มีป้ายการ์ดอวยพรของเพื่อนๆ และรุ่นน้อง ที่แสดงความยินดีในการจบการศึกษา รวมทั้งช่อดอกไม้ที่ตกเกลื่อนกระจายทั่วบริเวณ

ภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณนั้นสามารถบันทึกได้และเห็นภาพเพียงช่วงนาทีที่รถกระบะเกิดการเสียหลักขณะที่ชนกันเท่านั้น ซึ่งจากการสอบถามเพื่อนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายกฤตเมธ ได้เดินทางไปร่วมฉลองกับเพื่อนหลังจากที่จบการศึกษาชั้น ม.6 จากนั้นได้เดินทางกลับบ้านและมาเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวจนเสียชีวิต โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ดำเนินการสอบสวนรวมทั้งหาภาพหลักฐานจากกล้องวงจรปิด เพื่อดำเนินการทางคดีต่อไป

คนเมืองคอนประทับใจ จิมมี่ ชวาลา เศรษฐีติดดินนั่งพื้นดูหนังตะลุง

นายจิมมี่ ชวาลา เศรษฐีเจ้าของห้างผ้าในตัวเมืองนครศรีธรรมราช ยังคงสร้างความประทับใจให้กับผู้คนประชาชนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง หลังจากมีคนพบเห็น นายจิมมี่ ยังใช้ชีวิตติดดิน นั่งพื้นชมหนังตะลุงที่ถนนคนเดินกลางเมือง

ผู้ใช้ทวิตเตอร์ @dubelepz ได้แชร์ภาพของ นายจิมมี่ ชวาลา กำลังนั่งพื้นชมการแสดงหนังตะลุงพื้นบ้าน พร้อมกับบอกว่าชายคนนี้เป็นคนที่คนท้องที่ให้การเคารพนับถือในคุณงามความดีเป็นอย่างมาก แม้จะร่ำรวยล้นฟ้าแต่ก็ไม่ถือตัวและมักจะช่วยเหลือสังคมอยู่เสมอๆ

ขณะที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน นายจิมมี่ ก็เพิ่งได้รับเสียงชื่นชมกับการใช้ชีวิตพอเพียงและสมถะ โดยสารนั่งประจำทางสาธารณะเดินทางไปที่ต่างๆ เหมือนชาวบ้านทั่วๆ ไป

สำหรับ นายจิมมี่ ชวาลา เป็นนักธุรกิจผู้ประกอบการค้าผ้ารายใหญ่ของ จ.นครศรีธรรมราช เจ้าของห้างขายผ้าจิมมี่ เขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช กลายเป็นที่รู้จักของคนไทยทั้งประเทศหลังจากร่วมบริจาคในโครงการวิ่งการกุศล “ก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” ของ ตูน บอดี้สแลม ในนามชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช 1.6 ล้านคน จำนวน 16 ล้านบาท

นายจิมมี่นั้นได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐีใจบุญแห่งเมืองคอน บริจาคเงินเป็นสาธารณกุศล ช่วยคนยากจน และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน อาทิเช่น เมื่อช่วงเดือนตุลาคมปี 2558 นายจิมมี่ บริจาคเงินจำนวน 28 ล้านบาท ผ่านมูลนิธิราชประชานุเคราะห์เพื่อบูรณะปลียอดองค์พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

หนุ่มซิ่งกระบะรับแฟนสาว หลุดโค้งชนเสาไฟ สังเวยไฟคลอก 2 ศพ

อุบัติเหตุน่าสลดวันวาเลนไทน์ หนุ่มเบญจเพสซิ่งกระบะไปรับแฟนสาวกลับบ้าน หลุดทางโค้งชนอัดเสาไฟฟ้า รถติดแก๊สไฟลุกคลอกเสียชีวิต 2 ศพ

(14 ก.พ.) เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี มูลนิธิกุศลศรัทธาสุราษฎร์ธานี เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุบริเวณถนสายเลี่ยงเมือง ม.3 ต. มะขามเตี้ย อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี หลังได้รับแจ้งว่ามีรถกระบะเสียหลักชนอัดเสาไฟฟ้า ทำให้เกิดไฟลุกท่วมรถทั้งคัน ก่อนที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี เข้าควบคุมเพลิง พบผู้เสียชีวิตไฟคลอกติดอยู่ภายในรถ 2 คน

ในที่เกิดเหตุพบรถกระบะมิสซูมิชิ สีบรอนซ์เงิน ป้ายทะเบียนหมวดจังหวัดกรุงเทพมหานคร มีแครี่บอยและติดตั้งระบะแก๊ส สภาพพังเสียหายชนอัดอยู่กับเสาไฟฟ้าริมถนน ห่างไประมาณ 20 เมตร พบท่อนของกระบะที่ฉีกขาดตกอยู่ พร้อมกับเอกสารสำหรับการทำงานของผู้เสียชีวิตตกอยู่ระหว่างตัวรถกับท่อนกระบะ

ขณะที่ผู้เสียชีวิตถูกไฟคลอกร่างไหม้เกรียมติดอยู่ภายใน 2 คน ทราบชื่อ นายสุทธิพงษ์ อายุ 25 ปี และ น.ส.นุชนาถ อายุ 23 ปี ทั้งคู่เป็นคู่รักกัน

จากการสอบถามเบื้องต้น ทราบว่าผู้เสียชีวิตที่เป็นพนักงานฝ่ายการตลาดของบริษัทเคมีภัณฑ์สำหรับเลี้ยงกุ้งแห่งหนึ่ง ก่อนเกิดเหตุได้ไปร่วมสังสรรค์กับเพื่อนที่ร้านอาหารภายในเมืองสุราษฎร์ธานี หลังจากนั้นก็เดินทางกลับมากับแฟนสาว ก่อนรถจะมาเสียหลักชนกับเสาไฟฟ้าจนไฟลุกไหม้อย่างรุนแรงดังกล่าว

พลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์ได้แจ้งเจ้าหน้าที่เร่งเข้าดับเพลิง พร้อมเข้าตรวจสอบ ซึ่งจากการตรวจสอบสภาพรถคาดรถคันนี้มาด้วยความเร็วสูง ก่อนจะหลุดโค้งอัดกับเสาไฟฟ้าจนพังยับเสียหายทั้งคันเช่นนี้ โดยหลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะได้นำศพส่งนิติเวช รพ.สุราษฎร์ธานี เพื่อชันสูตรเพิ่มเติมและตรวจสอบบุคคลก่อนส่งศพให้ญาติประกอบพิธีกรรมที่บ้านเกิดต่อไป

กฟผ.ชี้ปัญหาฝุ่นละออง กทม. เกิดจากสภาพอากาศแปรปรวน

กฟผ. ยืนยัน ปัญหาฝุ่นละอองในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เกิดจากอากาศแปรปรวน ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า

ว่าที่พันตรีอนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า จากกรณีที่เกิดปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง หรือพีเอ็ม 2.5 ไมครอน ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในช่วงนี้นั้น เกิดจากสภาพอากาศแปรปรวน ไม่ได้เกิดจากการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าของ กฟผ. แต่อย่างใด โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง

เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กฟผ. ได้ดำเนินงานภายใต้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายกำหนดทุกด้าน ซึ่ง กฟผ. ได้ดำเนินการตรวจวัดคุณภาพอากาศตามระยะเวลาที่กำหนด ทั้งบริเวณปากปล่องโรงไฟฟ้าและการตรวดวัดในบรรยากาศ โดยบริเวณปากปล่องโรงไฟฟ้ามีการตรวจวัดฝุ่นละออง ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน โลหะหนัก สารปรอท แคดเมียม สารหนู และสารตะกั่ว

สำหรับการตรวจวัดในบรรยากาศ มีการตรวจวัดฝุ่นละอองรวม ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน ฝุ่นละอองขนาดขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และตรวจวัดก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ซึ่งผลการตรวจวัดมีค่าดีกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดทุกพื้นที่และทุกครั้งที่ทำการตรวจวัด

พร้อมทั้งย้ำว่า กฟผ. ยังมุ่งมั่นในการผลิตไฟฟ้าเพื่อความสุขของคนไทยควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนให้มีความอยู่ดีกินดีอย่างมั่นคงและยั่งยืนตลอดไป

ผู้คนแตกตื่น ไฟลุกไหม้เตาร้านแก๊ส เร่งแจ้งเจ้าหน้าที่หวั่นระเบิด

ชาวบ้านแตกตื่น พบควันพวยพุ่งออกมาจากร้านแก๊ส จ.พะเยา เร่งแจ้งเจ้าหน้าที่พบเจ้าของร้านเปิดเตาแก๊สทิ้งไว้ ลุกไหม้ภาชนะวอด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น. ของ พ.ต.ท.เอนก บางวัน พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพะเยา จ.พะเยา ได้รับแจ้งว่ามีเหตุกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจากร้านธงชัยแก๊ส ซึ่งตั้งอยู่ในตลาดสดพะเยาอาเขต ขอให้รีบไปทำการตรวจสอบ จึงได้ประสานรถดับเพลิงของเทศบาลเมืองพะเยาเพื่อเข้าไประงับเหตุ

จากการตรวจสอบพบว่า ประตูร้านถูกปิดด้วยกุญแจอย่างแน่นหนา เนื่องจากเป็นวันหยุด เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจึงตัดสินใจใช้กรรไกรตัดลูกกุญแจทิ้งและเข้าไป ทันทีที่เปิดประตูออกกลุ่มควันจำนวนมากพวยพุ่งออกมาพร้อมกับกลิ่นเหม็นไหม้และกลิ่นแก๊สอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ต้องกันประชาชนที่มามุงดูให้ห่างจากที่เกิดเหตุ เพราะเกรงว่าจะได้รับอันตราย เนื่องจากภายในร้านมีถังแก๊สจำนวนมาก

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปถึงภายในร้าน พบว่ามีหม้อต้มน้ำถูกเผาจนไหม้ ส่งกลิ่นเหม็นจนแสบจมูก ซึ่งเป็นจังหวะที่เจ้าของร้านเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ ทราบว่าเจ้าของร้านคือ นายวิวัฒน์ อายุ 64 ปี โดยบรรดาญาติของ นายวิวัฒน์ ให้การว่า ช่วงเช้าได้ทำการต้มน้ำถั่วเหลืองทรงเครื่องไว้ และลืมปิดแก๊สที่ต้ม จนกระทั่งได้รับแจ้งจากบรรดาเพื่อนบ้านที่เปิดร้านอยู่ติดกันว่ามีกลุ่มควันพวยพุ่งมาจากในร้าน จึงรีบมาทันที โชคดีที่ไม่มีประกายไฟ เพราะในร้านมีถังแก๊สที่บรรจุเต็มถังอยู่จำนวนมาก ซึ่งอาจก่อให้เกิดเหตุระเบิดขึ้นได้

ผมเป็นพวกใช้สมอง! “เอสตราด้า” หยาม “ศรีสะเกษ” มีดีแค่กำลัง

ฮวน ฟรานซิสโก เอสตราด้า รองอันดับ 1 ชาวเม็กซิกัน เผยการชกกับ ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น แชมป์โลกชาวไทย ในการชกชิงแชมป์สภามวยโลก (WBC) รุ่นซูเปอร์ฟลายเวต จะเป็นไฟต์ที่สำคัญที่สุดในชีวิตการค้ากำปั้น

“ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในอาชีพของผม เพราะการชนะการต่อสู้ครั้งนี้ จะทำให้ผมกลับมาเป็นแชมป์อีกครั้ง” เอสตราดากล่าวกับ อีเอสพีเอ็น เดปอร์เตส

อย่างไรก็ตาม กำปั้นชาวเม็กซิกัน รู้ดีว่าพลังกำปั้นของแชมป์โลกชาวไทยหนักเพียงไหน เมื่อได้เห็นการชกครั้งล่าสุด ที่เป็นฝ่ายเอาชนะน็อก “ช็อคโกลาติโต้” โรมัน กอนซาเลซ ยอดกำปั้นชาวนิการากัว เพียงแค่ยกที่ 4 เท่านั้น

“รูปแบบการชกของเราแตกต่างกันมาก หลายคนอาจคิดว่าเขาจะน็อกผม เพราะเขามีพลังกำปั้น และร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าผม แต่ผมอยากจะบอกว่ามวยเป็นเรื่องของมันสมองและทักษะ ไม่ใช่มีดีเพียงแค่กำลังจะสามารถคว้าชัยได้” เอสตราด้า กล่าว

สำหรับ ศึกป้องกันตำแหน่งแชมป์สภามวยโลก (WBC) รุ่นซูเปอร์ฟลายเวต ของ “เจ้าแหลม” ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น แชมป์โลกชาวไทย ที่นครลอสแองเจลิส แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา, เวิร์คพอยท์ ทีวี (ช่อง 23) จะรับหน้าที่ถ่ายทอดสด ให้แฟนๆได้ชมกันถึงบ้าน ตรงกับประเทศไทยคือเช้าวันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป