ผู้ต้องหาหนีคดี แทงตำรวจ ก่อนถูกยิงสวนบาดเจ็บกลางถนน

ผู้ต้องหาถูกหมายจับ ใช้มีดแทงเจ้าหน้าที่ ตำรวจจึงใช้อาวุธปืนยิงป้องกันตัว คนร้ายบาดเจ็บ

เวลา 15.00 น. (20 ต.ค. 60) ร.ต.อ.ณัฐพล พ่อสาร รอง สว สอบสวน สภ.เมืองชลบุรี ได้รับแจ้งมีเหตุคนร้ายใช้อาวุธมีดแทงเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ เป็นเหตุใหตำรวจต้องยิงปืนต่อสู้เพื่อป้องกันตัว จนคนร้ายได้รับบาดเจ็บ หน้าบ้านเลขที่ 39/30 หมู่ 8 ซ.แม่มาลัยทอง ต.นาป่า อ.เมือง จ.ชลบุรี จึงรายงานไปยัง พ.ต.อ สมโชค ตาผล ผกก. สภ.เมืองชลบุรี พร้อมประสานกองวิทยาการตำรวจเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุบริเวณบริเวณปากซอยพบ นายธนา อายุ 28 ปี (คนร้าย) ในสภาพนอนกลางถนน ที่ต้นขาด้านซ้ายและขวาถูกยิง นอนจมกองเลือดได้รับบาดเจ็บ ใกล้กันพบ ส.ต.อ.สายัณห์ ชัยชราแสง สายตรวจ สภ.เมืองชลบุรี ถูกมีดปอกผลไม้แทงที่ท้องได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย เจ้าหน้าที่กู้ภัยธรรมรัศมีมณีรัตน์จึงเร่งนำตัวผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสองส่งโรงพยาบาลชลบุรีไปก่อนหน้านี้แล้ว ในที่เกิดเหตุพบปืนรุ่นสมิท&เวสสัน .38 ลูกโม่ 6 นัด พร้อมซองพกนอก และมีดปอกผลไม้ความยาว 2 นิ้ว ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ

พ.ต.อ.สมโชค ตาผล กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจกำลังออกตรวจ พบนายธนามีอาการพิรุธ ก่อนขี่รถจักรยานยนต์เร่งเครื่องหลบหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงวิทยุสกัดจับ ส.ต.อ.สายัณห์ ชัยชราแสง สามารถสกัดจับได้ที่บริเวณจุดที่เกิด เเต่คนร้ายพยายามเข้าแย่งปืนเเล้วใช้มีดปอกผลไม้แทงเข้าที่ท้อง ส.ต.อ สายัณห์ ชัยชราแสง จนได้รับบาดเจ็บ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องใช้อาวุธปืนยิงที่ขาทั้งสองข้าง เพื่อหยุดการกระทำของคนร้าย


ฝันสลายฮอกไกโด แห่แจ้งความ โพสต์ท่าถ่ายรูปป้ายสถานีตำรวจ

61 ลูกทัวร์ไทยไปฮอกไกโดฝันสลาย ถูกบริษัททัวร์ลอยแพกลางสนามบินสุวรรณภูมิ ขณะที่บางคนพากันถ่ายรูปกับป้ายสถานีตำรวจแทนสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อปลอบใจตัวเอง

เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา (20 ต.ค. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ เกิดเหตุบริษัททัวร์ลอยแพลูกทัวร์ไปฮอกไกโด ฝันสลาย แห่ถ่ายรูป โพสต์ท่ากับป้ายสถานีตำรวจ

บรรดาลูกทัวร์ไทย ชาวนครราชสีมา โพสต์ท่าทางต่างๆ เพื่อถ่ายรูปกับป้ายสถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แทนการเดินทางไปท่องเที่ยวเมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ภายหลังจากที่กลุ่มลูกทัวร์ชาวจังหวัดนครราชสีมาทั้งหมด 61 ท่าน ต้องพากันเดินทางมากรอกเอกสารแจ้งความร้องทุกข์ ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ

โดยมี พ.ต.อ.พิจิตร อังศุภานิช ผู้กำกับสอบสวน กองบังคับการสอบสวนตำรวจภูธรภาค 1 ช่วยราชการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ เป็นหัวหน้าทีมพนักงานสอบสวนบูรนาการในการรับแจ้งความ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวกองกับกำการ 6 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว และรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวคอยอำนวยความสะดวกให้กับผู้เสียหายทั้ง 61 คน

น.ส.ณัฐชา หนึ่งในผู้เสียหายออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ตนเองและกลุ่มเพื่อนๆ พนักงานภายบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.นครราชสีมา ทั้งหมด 61 คน ได้วางแผนกำหนดการจะเดินทางไปท่องเที่ยวเมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น จึงได้ติดต่อบริษัททัวร์แห่งหนึ่งใน จ.นครราชสีมา แห่งหนึ่งที่เคยให้จัดนำเที่ยวกับทางพนักงานของทางบริษัทมาก่อนหน้านี้ ได้เข้ามาจัดกรุ๊ปทัวร์นำเที่ยวเมืองฮอกไกโดอีกครั้ง

โดยมีโปรแกรมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มากมาย พร้อมกับที่พัก รวมถึงค่าเครื่องบินไปกลับ และยังมีบริการรถทัวร์ขึ้นจาก จ.นครราชสีมา มาส่งยังสนามบินสุวรรณภูมิ โดยคิดค่าหัว หัวละ 30,000 บาท ต่อคน รวมเป็นเงินแล้วกว่า 1.8 ล้านบาท จึงมีการตอบตกลง และจะออกเดินทางวันที่ 20 ต.ค. 60 – วันที่ 24 ต.ค. 60 ด้วยสายการบินไทย โดยแบ่งจ่ายเงินทั้งหมด 3 งวด

จนกระทั่งวันนี้ซึ่งเป็นกำหนดการเดินทางของทัวร์กลุ่มนี้ เมื่อเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ผู้ที่นำเที่ยวได้แจ้งกับทุกคนว่าให้เข้าไปเช็กอินที่เคาน์เตอร์ของสายการบินไทยได้เลย โดยไม่ต้องใช้ตั๋วแต่อย่างใด

และเมื่อพากันไปติดต่อเจ้าหน้าที่การบินไทยที่เคาน์เตอร์ กลับพบว่าไม่มีชื่อการจองซื้อตั๋วกับการบินไทยไว้แต่อย่างใด และเมื่อหันมามองหาผู้นำเที่ยวหรือเจ้าของบริษัททัวร์รายนี้ กลับไม่พบตัวและเมื่อพยายามติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ก็ไม่รับสาย จึงพากันมาแจ้งความในครั้งนี้

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวกองบังคับการ 6 กองกำกับการตำรวจท่องเที่ยว ได้เข้าควบคุมตัว นายพัชร์ฐณัฐ อายุ 31 ปี ผู้ที่ดูแลลูกทัวร์กลุ่มนี้มาสอบปากคำที่ สภ.

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวได้คุมตัวสอบปากคำเพิ่มเติม ส่วนข้อหาฉ้อโกงนั้นจะต้องรอพนักงานสอบสวนสอบปากคำและรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ส่งไปยังตำรวจท้องที่ จ.นครราชสีมา เนื่องจากเป็นสถานที่เกิดเหตุ พร้อมกันนี้จะได้ให้บริษัททัวร์แห่งนี้คืนเงินให้กับผู้เสียหายทั้งหมดอีกด้วย


ชายพิการเสร็จจากงานศพแม่ พายเรือกลับบ้าน พลัดตกน้ำตายหน้าบ้านตัวเอง

เกิดเหตุมีผู้จมน้ำท่วมขังเสียชีวิตหน้าบ้านตัวเอง หลังกลับจากงานศพแม่ คาดเสียชีวิตเพราะพิการขาข้างหนึ่ง เมื่อพายเรือมาถึงหน้าบ้าน ขณะลงเรืออาจก้าวพลาด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา (20 ต.ค. 60) ร.ต.อ.ธนพล แก้วบริวงษ์ รอง สว.สส.สภ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ สภ.บ้านหมี่ ว่า มีผู้จมน้ำเสียชีวิตที่หมู่ที่ 1 ต.หนองเมือง อ.บ้านหมี่ จึงได้เดินทางไปตรวจสอบพร้อมด้วยแพทย์เวรฉุกเฉิน 1669 รพ.บ้านหมี่ หน่วยกู้ภัยสว่างอริโยธรรมสถานบ้านหมี่ เดินทางไปยังจุดที่เกิดเหตุเพื่อร่วมในการชันสูตรพลิกศพ

ในที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่น้ำท่วมขัง ระดับความสูงของน้ำที่ท่วมขังประมาณ 60-70 ซม. เจ้าหน้าที่ตำรวจ แพทย์ และกู้ภัยต้องเดินลุยน้ำเข้าไปในที่เกิดเหตุ ซึ่งพบว่า มีชาวบ้านยืนจับกลุ่มพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้้นอยู่จำนวนหนึ่ง

โดยมี น.ส.ริน อายุ 19 ปี หลานสาวผู้เสียชีวิต ให้การด้วยน้ำตานองหน้าว่า ผู้เสียชีวิตเป็นลุงชื่อ นายชลอ อายุ 49 ปี ที่เพิ่งกลับจากงานสวดพระอภิธรรมศพของย่า(แม่ผู้ตาย) ที่วัดหนองเมือง ที่เสียชีวิตด้วยโรคชราเมื่อวาน โดยลุงได้พายเรือกลับมาก่อนตนเองและญาติๆ เนื่องจากเป็นห่วงบ้าน ซึ่งลุงชลอนั้นเป็นผู้พิการคือขาข้างซ้ายขาด มีขาขวาเพียงข้างเดียว

น.ส.ริน กล่าวว่า เมื่องานสวดพระอภิธรรมศพย่าเสร็จ ตนเองและญาติๆ ได้เดินลุยน้ำจากวัดเพื่อมาบ้าน แต่เห็นว่าไฟฟ้ามืดสนิท จึงได้ร้องเรียกลุง แต่ไม่มีเสียงขานรับ จึงได้เดินไปเปิดไฟ เห็นเรือที่ลุงพายมาลอยติดรั้วอยู่ จึงได้เดินตามหา และต้องตกใจสุดขีดเมื่อพบว่าลุงจมน้ำ ขาขวาโผล่อยู่หน้าบ้าน จึงได้ตะโกนเรียกเพื่อนบ้านและญาติๆ ช่วยกันปั๊มหัวใจ แต่เนื่องจากจมน้ำเป็นเวลานาน จึงเสียชีวิตแล้ว

ญาติๆ และเพื่อนบ้านเมื่อทราบเหตุการณ์ต่างสะเทือนใจในความเคราะห์ร้ายของครอบครัวนี้ และแสดงความเสียใจกับครอบครัวนี้ที่ต้องเสียทั้งแม่และลูกในช่วงข้ามคืน

ทั้งนี้ ร้อยเวรเจ้าของคดีได้บันทึกสถานที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งได้สอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์ คาดว่านายชลอ ในขณะที่ก้าวลงจากเรือ น้ำที่ลึกจนหยั่งไม่ถึง ประกอบกับพิการ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จึงได้จมน้ำเสียชีวิตดังกล่าว ก่อนที่จะให้กู้ภัยฯ นำร่างนายชลอ ส่งพิสูจน์สาเหตุการเสียชีวิตอีกครั้งที่ รพ.บ้านหมี่ ก่อนให้ญาตินำกลับไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนาต่อไป


จับได้แล้ว! ชายในคลิปเรียกเก็บค่าจอดรถ 100 บาท

จากกรณีโลกออนไลน์มีการแชร์ภาพ และเรื่องของชายคนหนึ่งที่ออกตระเวนเรียกเก็บเงินค่าที่จอดรถ 50 ถึง 100 บาท จากประชาชนที่เดินทางมาร่วมถวายดอกไม้และพวงมาลัยแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บริเวณถนนราชดำเนินหน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลแห่งเก่า

ล่าสุด (21 ต.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม สามารถจับกุมชายคนดังกล่าวได้คือ นายต้อม ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถไปจับกุมได้ในบริเวณที่ปรากฏในคลิป โดยมีการเฝ้าติดตามตั้งแต่ช่วงกลางวันที่ผ่านมาจนสามารถจับกุมได้เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา

นายต้อม รับสารภาพว่า เป็นบุคคลตามคลิปที่ปรากฏในโลกออนไลน์จริง โดยจะเรียกเก็บเงินจากประชาชนที่เดินทางมาในจุดดังกล่าว โดยจะอ้างว่าสามารถเคลียร์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่จะมาล็อคล้อได้ คนมีประชาชนหลงเชื่อเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังอ้างว่าเงินที่ได้จากการเก็บค่าที่จอดรถจะนำไปเลี้ยงลูกและภรรยา โดยบอกว่าสำนึกผิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสัญญาว่าจะไม่มาก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวอีก

ด้าน พ.ต.ท.ภูวดล อุ่นโพธิ รอง ผู้กำกับการจราจร เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า นายต้อมก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมมาดำเนินคดีในข้อหาก่อความเดือดร้อนรำคาญได้แล้ว 2 ครั้ง แต่ก็ยังมาก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวอีก ซึ่งภายหลังจากที่ปรากฏคลิปในโลกออนไลน์ก็รีบสั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีทันที

จากการตรวจสอบข้อมูลการก่อเหตุของผู้ต้องหาในลักษณะดังกล่าว พบว่ากลุ่มบุคคลที่ก่อเหตุในลักษณะคล้ายกับนี้อีกประมาณ 5-6 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี และจะวางมาตรการป้องกันให้เจ้าหน้าที่สายตรวจ และเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรคอยตรวจตราในจุดต่างๆ พรุ่งนี้

ขอเตือนไปถึงประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมแสดงความอาลัย หรือเดินทางมาชมริ้วขบวนรวมถึงงานพระราชพิธีในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ที่จะถึงนี้ หากพบกลุ่มบุคคลก่อเหตุในลักษณะดังกล่าว สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินการจับกุมได้ทันที

นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีพฤติการณ์ในลักษณะตามที่ผู้ต้องหาได้กล่าวอ้าง และไม่เคยมีการเรียกรับหรือเก็บค่าที่จอดรถในจุดห้ามจอดต่างๆ


ครอบครัว ด.ช. 3 ปี ร้อง ยธ.ขอเป็นธรรมถูกรถราชการชนพิการ

ครอบครัวเด็กชาย 3 ขวบเหยื่อถูกรถของหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุข จ.ขอนแก่นชน จนทำให้พิการช่วงล่าง ร้องขอความเป็นธรรมกระทรวงยุติธรรม

นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด พา นางปวีณา หาทรัพย์ และ ด.ช.ปราบปราม หรือ น้องปาล์ม ที่ถูกรถของหน่วยงานราชการสาธารณสุข ใน จ.ขอนแก่น ชนจนพิการช่วงล่าง ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2558 เข้าพบนายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อ ร้องขอความธรรมและขอเงินเยียวยาตามสิทธิ

นายโกศลวัฒน์ ระบุว่าหลังเกิดเหตุน้องบาดเจ็บสาหัส และต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง จึงมาปรึกษานายธวัชชัยเพื่อขอความเป็นธรรม และพิจารณาในส่วนเงินเยียวยา ทั้งนี้ขอให้ประชาชนหากเกิดเหตุในลักษณะดังกล่าว ขอให้ปรึกษาหน่วยงานรัฐเช่นอัยการคุ้มครองสิทธิ หรือกระทรวงสาธารณสุข เพื่อรักษาสิทธิของตัวเอง

ขณะที่ นายธวัชชัย ระบุว่าจากการพูดคุยทราบว่า น้องปาล์ม พิการท่อนล่างตั้งแต่ช่วงสะดือลงไป โดยในส่วนคดีอาญาศาลพิพากษาดำเนินคดีกับคนขับรถชนน้องไปแล้ว ส่วนของเงินชดเชยเยียวยาที่คุณพ่อและน้องซึ่งบาดเจ็บ ทางกระทรวงยุติธรรมจะเข้ามาดูแล ซึ่งในช่วงบ่ายวันนี้ ทางกระทรวงจะไปพบทีมกระทรวงสาธารณสุขเพื่อเจราจรตกลงค่าเสียหาย

หากพบว่าสามารถเจรจาเรียกร้องทางแพ่งได้ ทางกระทรวงยุติธรรมจะให้ทางกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ดำเนินการ แต่หากการเจรจาไม่เป็นผล ทางกระทรวงยุติธรรมจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายด้านทนายและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อเรียกร้องทางคดีต่อไป

ทั้งนี้ส่วนตัวคาดว่าทางกระทรวงสาธารณสุขพยายามให้ความช่วยเหลือและความเป็นธรรมมาตลอด แต่อาจจะด้วยขั้นตอนและระบบที่ทำให้เกิดความล่าช้า ทางผู้เสียหายจึงมาร้องกระทรวงยุติธรรม


ฮีโร่ตัวจริง! เปิดใจปลัดอำเภอชัยบุรี หลังกระโดดน้ำช่วยเด็ก 8 ขวบ

เปิดใจปลัดอำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้ได้รับการชื่นชมเป็นอย่างมาก หลังกระโดดน้ำลงไปช่วยชีวิตเด็ก 8 ขวบ ที่กำลังจะจมน้ำ รอดตายหวุดหวิด

เมื่อวานนี้ (19 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเพจ “FM91 Trafficpro” ได้โพสต์เรื่องราวสุดประทับใจของ นายอำนวย รัตนวงศ์ ปลัดอำเภอฝ่ายบริหาร งานปกครอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ลงไปช่วยเด็กชายวัย 8 ขวบ ที่กำลังจะจมน้ำได้ทัน

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ช่วงเวลาประมาณ 13.30 น. ขณะที่ปลัดอำเภอกำลังกลับจากการร่วมไปทำบุญในเขตพื้นที่หมู่ 5 ตำบลคลองน้อย อำเภอชัยบุรี เมื่อเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุบริเวณฝายกั้นน้ำ สะพานบ้านบางหอย หมู่ 2 ตำบลคลองน้อย ได้สังเกตเห็นเด็กผู้ชายที่เล่นน้ำอยู่ในคลองมีลักษณะคล้ายคนกำลังจะจมน้ำ ทางปลัดอำเภอจึงรีบวิ่งลงไปช่วยเหลือให้กลับขึ้นมาอย่างปลอดภัย

นายอำนวย รัตนวงศ์ ปลัดอำเภอฝ่ายบริหาร งานปกครอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้กล่าวว่า “เมื่อเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุ ได้สังเกตเห็นเด็กชายคนดังกล่าวมีท่าทางเหมือนคนกำลังจะจมน้ำ ตนเองจึงได้บอกให้หยุดรถและรีบวิ่งไปช่วยเด็กขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย ซึ่งขณะลงไปช่วยเหลือไม่ได้ถอดรองเท้าหรือเก็บสัมภาระใดๆ ทำให้เปียกน้ำทั้งหมด ขณะนั้นคิดเพียงว่าต้องช่วยเหลือให้เด็กรอดปลอดภัยและรู้สึกดีใจที่ได้ประสบเหตุและเข้าช่วยเหลือได้สำเร็จ เพราะหากไม่ผ่านมา อาจทำให้เด็กชายคนดังกล่าวเกิดอันตรายถึงชีวิตได้”

ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้สั่งให้ปลัดจังหวัดตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากเป็นไปตามที่ได้กล่าวมา ก็จะมอบใบประกาศนียบัตรชมเชยในความกล้าหาญ


เด็กป่วยหลับยาก แม่ก็ไม่กล้าปลุก โชเฟอร์รถเมล์พาส่งถึงป้ายสุดท้าย

ชาวเน็ตจีนชื่นชม คนขับรถเมล์ขับรถไปส่งผู้โดยสารสองแม่ลูก หลังรถถึงป้ายสุดท้ายแล้วยังไม่ลง เหตุหนูน้อยไม่สบายเลยหลับยาก ทำให้แม่ไม่กล้าปลุก ซ้ำผู้เป็นแม่ยังเท้าเจ็บ อุ้มลูกกลับบ้านลำบาก

สื่อท้องถิ่นของจีนรายงานว่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 17 ต.ค. ที่ผ่านมา หลังรถเมล์สาย 522 เมืองอู่ฮั่น ถึงป้ายสุดท้ายแล้ว แต่คุณแม่ชาวจีนคนหนึ่งยังคงนั่งอุ้มลูกน้อยไม่ลงจากรถ เนื่องจากหนูน้อยไม่สบาย ไม่ง่ายเลยกว่าจะนอนหลับได้ ทำให้ผู้เป็นแม่ไม่กล้าปลุก ซ้ำเท้าของเธอยังเจ็บจึงอุ้มลูกกลับบ้านลำบาก เมื่อคนขับรถเมล์เห็นดังนั้นจึงตัดสินใจหารถขับไปส่งทั้งคู่จนถึงบ้าน

หงเลี่ยง คนขับรถเมล์น้ำใจงามคนดังกล่าวเผยว่า วันนั้นเขาขับรถเข้าจอดป้ายสุดท้ายตามปกติ โดยบนรถยังผู้โดยสารหญิงคนหนึ่งยังไม่ลงจากรถ เขาจึงเข้าไปเตือนว่าถึงป้ายสุดท้ายแล้ว แต่เธอบอกว่าขอนั่งต่ออีกสักพัก เขาจึงไม่ได้คิดอะไรมาก ลงจากรถไปทำงานต่อ

กระทั่งผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงก็ยังเห็นเธอนั่งอยู่บนรถ เมื่อพินิจดูแล้วในอ้อมอกเธอยังมีลูกน้อยซึ่งนอนหลับปุ๋ยอยู่ เขาจึงเข้าไปสอบถาม ทราบว่าหนูน้อยอายุ 4 ขวบ กำลังไม่สบาย ระหว่างทางที่เธอพาลูกไปหาหมอนั้นเท้าเกิดเคล็ดขัดยอก

หลังจากพบหมอแล้วจึงพาลูกขึ้นรถเมล์เตรียมกลับบ้าน แต่ช่วงที่หนูน้อยป่วยนั้นไม่ค่อยได้หลับดีนัก เมื่อมาหลับบนรถเธอจึงไม่อยากปลุก พานั่งรถเลยบ้านมากว่า 3 ป้ายจนสุดสาย และคิดว่าจะรอให้ลูกตื่นก่อนค่อยพานั่งรถย้อนกลับบ้าน

เมื่อได้ยินดังนั้นเขาจึงลงจากรถไปหาผู้จัดการ บอกจะขับรถไปส่งทั้งคู่ ซึ่งผู้จัดการของเขาก็เข้าใจ และเห็นว่าหลังจากถึงป้ายที่ทั้งคู่ต้องลงยังต้องเดินเข้าไปอีกหลายร้อยเมตรกว่าจะถึงบ้าน ซ้ำฝนยังตก เดินก็ลำบาก จึงเห็นด้วยที่จะให้เขาขับรถไปส่ง แม้เธอจะปฏิเสธแต่เขาก็ยังมุ่งมั่นจะไปส่ง พร้อมกางร่มพาทั้งคู่ขึ้นรถ ขับไปส่งจนถึงบ้าน ส่วนหนูน้อยก็หลับปุ๋ยไปตลอดทาง ถึงบ้านแล้วก็ยังไม่ตื่น


เตรียมเฮลิคอปเตอร์ 6 ลำ เคลื่อนย้ายผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน ช่วงพระราชพิธีฯ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมแผนรักษาความปลอดภัยในช่วงเดือนตุลาคมนี้ โดยเฉพาะช่วงจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีการเตรียมความพร้อมเฮลิคอปเตอร์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางการแพทย์ ในกรณีฉุกเฉินทั่วประเทศรวม 6 ลำ

เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลตำรวจ และกองบินตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำลังทดสอบการลำเลียงผู้ป่วยจากเฮลิคอปเตอร์ เพื่อส่งไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาล ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนการรักษาความปลอดภัย และการเตรียมความพร้อมเคลื่อนย้ายผู้ป่วยผ่านเฮลิคอปเตอร์ในกรณีฉุกเฉิน

พลตำรวจเอก วิระชัย ทรงเมตตา รักษาราชการแทน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ปฏิบัติการ เป็นอากาศยานที่จัดซื้อมาให้ล่าสุด และภายในมีเครื่องช่วยชีวิตพื้นฐานเช่นเดียวกับรถพยาบาล ร่วมทั้งมีบุคลากรทางการแพทย์ประจำการช่วยเหลืออยู่ด้วย ซึ่งมีประจำการทั้งหมด 6 ลำ

 

แผนการรักษาความปลอดภัยนี้ เป็นหนึ่งในภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เตรียมไว้ป้องกันอาญชากรรมที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชน ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งกองบินตำรวจได้รับมอบหมายให้เป็นส่วนสนับสนุนปฏิบัติการ ร่วมกับโรงพยาบาลตำรวจ ที่มีการฝึกปฏิบัติมาก่อนหน้านี้แล้ว

และพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้กับเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่เดินทางมาร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช และผู้ที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยโทรศัพท์ติดต่อได้ที่หมายเลข 1599


สาวโร่แจ้งความ ถูกหลอกซื้อลอตเตอรี่ปลอมรางวัลที่ 3 สูญเป็นหมื่น

สาวสูญเงินนับหมื่น แจ้งความหลังตกเป็นเหยื่อแอบอ้างขายลอตเตอรี่รางวัลที่ 3 ผ่านทางเฟซบุ๊ก หวังดีอยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

เมื่อวานนี้ (16 ต.ค.) หญิงสาวรายหนึ่งจึงได้เดินทางมาแจ้งความต่อ พ.ต.ท.ประวิทย์ อาสานอก สารวัตรสอบสวน สภ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร หลังเธอได้รู้จักกับผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า “วชิระ ภิรธมโม (อาจารย์ชัย)”

เธอเล่าว่าเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันที่ 14 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กดังกล่าวได้โพสต์ขายลอตเตอรี่รางวัลที่ 3 โดยข้อความที่โพสต์ประมาณว่า “ขายรางวัลที่ 3 จำนวน 10 ใบ ราคา 8,000-20,000 บาท งวด 16 พ.ค.60” ซึ่งตอนนี้โพสต์ดังกล่าวถูกลบไปแล้ว เธอหลงเชื่อเพราะเฟซบุ๊กดังกล่าวได้โพสต์ในลักษณะที่ต้องการขายลอตเตอรี่ราคาถูกเพราะต้องการช่วยคน ประกอบกับตนก็มีความจำเป็นต้องใช้เงิน จึงแชทเข้าไปคุยส่วนตัวเพื่อขอซื้อรางวัลดังกล่าว พระสงฆ์เสนอราคา 10,000 บาท เธอจึงขอติดต่อยืมเงินจากเพื่อนๆ

หลังจากนั้นโอนเงินไปที่บัญชี เป็นเงินจำนวน 10,000 บาท แล้วรีบส่งหลักฐานการโอนเงินไปให้ทันที แต่พระสงฆ์กลับมีชั้นเชิงกลับมาว่าจะให้ลูกศิษย์เช็คให้ก่อนเพราะตอนนี้มีรางวัลที่ 1 กับ 3 ตามที่โพสต์ไว้

จากนั้นได้รับข้อความตอบกลับมาว่าตอนนี้เหลือเพียงรางวัลที่ 1 ต้องโอนมาอีก 30,000 บาท เพราะปกติราคา 40,000 บาท แต่ถ้าโอนได้ตอนนี้จะเอาแค่ 20,000 บาท เธอจึงแจ้งความประสงค์ว่าขอรับแค่รางวัลที่ 3 ถ้าไม่ได้จริงๆ ขอเงินคืนแต่พระปฏิเสธ เธอจึงบอกว่างั้นจะแจ้งความ พระฯ ยังย้อนว่า แจ้งเลยครับคนซื้อโดนหนักกว่าคนขาย รับซื้อกองสลากผิดกฎหมาย แล้วเฟซบุ๊กของเธอก็ถูกบล็อกไป

จากนั้นเธอได้ปรึกษาเพื่อนๆ จึงทราบว่าเฟซบุ๊กดังกล่าวได้มีผู้ถูกหลอกลวงมาแล้วหลายราย จึงได้เข้าแจ้งความยังสถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบน

อย่างไรก็ตามได้ติดตามพบว่าเฟซบุ๊กดังกล่าว เป็นของ พระครูถาวร วชิระศาสน์ วัดฤกษ์หร่ายสามัคคี หมู่ 1 ต.วังยาง อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร ทั้งนี้พระครูถาวร ได้เปิดเผยว่า เมื่อคืนวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กของตนถูกแฮก ต่อมาไม่นานตนเองก็ไม่สามารถเข้าเฟซบุ๊กของตัวเองได้ เพราะถูกเปลี่ยนรหัสผ่านและชื่อยูเซอร์เนม

หลังจากนั้นก็มีผู้ถูกหลอกแบบเดียวกันจากเฟซบุ๊กชื่อ “พระอาจารย์ถาวร” และล่าสุด “วชิระ ภิรธมโม” ที่ภายในมีรูปภาพของตนในระหว่างทำกิจกกรมของสงฆ์ รวมทั้งคลิปเทศน์ธรรมะอีกจำนวนมาก แต่ผู้ที่แฮกไปกลับลงรูปสลากกินแบ่งที่ถูกรางวัลงวดต่างๆ พร้อมทั้งเสนอขายในราคาที่ถูก

แต่หลังจากที่ผู้หลงเชื่อถูกเบี้ยว จึงพากันไปตามที่อยู่ของหลวงตาและกระหน่ำตำหนิหลวงตาอย่างหยาบคาย สร้างความเดือดร้อนอย่างมาก หลวงตาจึงได้ไปแจ้งความไว้แล้ว ล่าสุดก็ได้โพสต์แจ้งเตือนและให้โทรศัพท์ไปสอบถาม ทั้งมีการโพสต์แจ้งว่าชื่อเฟซบุ๊กปัจจุบันของตนเองคือ ”หลวงตาบล ซิลวัฒน์”


เปิดภาพ ไร่สวนคนดัง ความสุขบนวิถีพอเพียง

ถึงแม้จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่เพราะอาชีพของพวกเขาคือ คนบันเทิง แต่เมื่อผู้กำกับสั่งคัท กล้องหยุดถ่าย และแสงไฟจากสปอร์ตไลท์ดับลง พวกเขาก็เป็นแค่ คนธรรมดา ที่ยังคิดถึงชีวิตเรียบง่าย แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ ท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์ จึงทำให้ที่ผ่านเรามีโอกาสเห็นภาพของเหล่าคนบันเทิงไม่ว่าจะเป็นรุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่เดินทางไปพักผ่อนตามต่างจังหวัด

แถมบางคนยังลงทุนควักกระเป๋าซื้อที่ดินและนำมาเปลี่ยนเป็นแหล่งเพาะปลูก ทำการเกษตรแบบย่อมๆ รักษาความเขียวขจีของธรรมชาติเอาไว้ ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงเพิ่มมูลค่าให้กับที่ดิน แต่ยังเป็นการสร้างอาชีพให้กับคนในท้องถิ่นอีกด้วย

ทีมข่าว Sanook! News จึงถือโอกาสนี้พาแฟนๆ ไปชื่นชมความสวยงามของธรรมชาติบนที่ดินของคนบันเทิง ซึ่งต้องขอบอกเลยว่างานนี้คนรักต้นไม้และรักความสดชื่น เห็นแล้วจะต้องรู้สึกดีต่อใจแน่นอน

เริ่มกันที่ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” หนุ่มหล่อคนนี้นอกจากจะครบเครื่องมากความสามารถ แถมยังเป็นลูกกตัญญูที่ใครหลายคนยกให้เป็นไอดอลแล้ว เจ้าตัวก็ยังมีพื้นที่การเกษตรของตัวเองอย่าง บ้านสวน ในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นการทำไร่ผสมผสาน อีกทั้งยังมีบ่อเลี้ยงปลาขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางสวน ชวนให้รู้สึกสดชื่นทุกครั้งที่เดินทางไปพักผ่อนจริงๆ

ขณะที่หนุ่มหล่อคนที่สอง “ดีเจพุฒ พุฒิชัย” สำหรับหนุ่มคนนี้จะเรียกว่าลูกเกษตรตัวจริงก็คงไม่ผิด เพราะครอบครัวของเจ้าตัวมีพื้นที่ทำสวนกว่า 17 ไร่ ในจังหวัดราชบุรี แถมยังตั้งชื่อน่ารักๆ จำง่ายด้วยว่า “ไร่หมาเมิน” ซึ่งไร่ดังกล่าวนอกจากจะมีผลผลิตเป็นผักผลไม้ชวนให้รับประทานตลอดทั้งปีแล้ว หลายคนที่ติดตามอินสตาแกรมของหนุ่มพุฒก็คงจะมีโอกาสได้เห็นอยู่บ่อยๆ ว่า เจ้าตัวมีความผูกพันกับไร่แห่งนี้มาก เรียกได้ว่าถ้ามีช่วงเวลาหยุดยาวเมื่อไหร่เป็นต้องกลับไปดูแลตลอด

ถัดมากันที่ว่าที่คู่บ่าวสาว “เป๊ก เปรมณัช” และ “นิว นภัสสร” เป็นอีกหนึ่งคู่รักคนดังที่ชื่นชอบความเขียวขจีของธรรมชาติ เพราะทั้งคู่ยังร่วมกันทำโครงการ Brandnew Field Good ในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพัฒนาชุมชนบ้านเกิด โดยการ ปลูกผัก ทำนา ตามคำสอนหลักเศรษฐกิจพอเพียง แถมทั้งคู่ยังวางแพลนไว้ว่าตั้งใจจะใช้พื้นที่ดังกล่าวจัดพิธีมงคลสมรสอีกด้วย งานนี้เลยยิ่งทำให้แฟนๆ จับตาดูหนักมากว่างานวิวาห์ของ เป๊ก – นิว จะออกมาสวยอบอุ่นและครีเอทีฟขนาดไหน

ส่วนทางด้านของพิธีกรพันล้าน “เสี่ยตา ปัญญา” ก็เป็นอีกหนึ่งคนบันเทิงที่มีอาณาจักรบ้านไร่เป็นของตัวเอง ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา แถมเจ้าตัวยังใช้พื้นที่ทุกตารางอย่างคุ้มค่า เพราะมีทั้งโซนที่เป็นต้นไม้ แปลงเกษตร หรือแม้กระทั่งโซนเลี้ยงสัตว์ ซึ่งแต่ละโซนต่างก็มีผลผลิตงดงามอันเนื่องมาจากความใส่ใจที่แท้จริง เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่สีเขียวที่สวยและเหมาะกับการพักผ่อนแบบฉบับครอบครัวเป็นที่สุด

เช่นเดียวกันกับนักแสดงสาวรุ่นใหญ่หัวใจพอเพียง “ท็อป ดารณีนุช” ที่เพิ่งจะมีโอกาสได้ไปทำบุญทอดกฐินที่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกับกลุ่มเพื่อนๆ ก่อนจะพาแฟนๆ ไปชมที่ดินในอำเภอแม่ริม ซึ่งเธอได้ซื้อเอาไว้แต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปดูแล โดยบรรยากาศที่เห็นเป็นภาพของทุ่งนากว้างสุดสายตา รายล้อมเต็มไปด้วยความเขียวขจีของต้นไม้บริเวณใกล้เคียง แค่เห็นภาพก็ชื่นใจเหมือนได้สูดออกซิเจนเข้าไปเต็มปอด