ไขข้อสงสัย…การเลี้ยงแมวดีต่อใจยังไง ? ทำไมใคร ๆ ก็ยอมเป็นทาส

 

 

ข้อดีของการเลี้ยงแมว

ไขข้อสงสัยการเลี้ยงแมวดีต่อใจอย่างไร ช่วยรักษาสุขภาพจิตให้ดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง ถ้าอยากรู้ว่าทำไมใคร ๆ ก็ยอมเป็นทาสแมว มาหาคำตอบพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

ตอนนี้สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคงจะไม่ใช่สงครามหรือสภาพอากาศที่แปรปวนแต่อย่างใด แต่กลับเป็นความรู้สึกเปราะบางในจิตใจของเรานี่แหละ ที่จ้องจะทำร้ายตัวเราเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะเห็นได้จากผลการสำรวจจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและโรคเครียดที่เพิ่มมากขึ้น มิหนำซ้ำยังมีข่าวที่เกี่ยวกับผู้ป่วยที่มีภาวะโรคซึมเศร้าปรากฎให้เห็นอยู่บ่อย ๆ แม้ว่าการรักษาส่วนมากจะต้องพึ่งยาเป็นหลัก แต่ผลงานวิจัยบางตัวกลับพบว่าสัตว์เลี้ยงอย่าง “แมว” นี่แหละ สามารถช่วยบำบัด รักษา และปรับสภาวะอารมณ์ให้ดีขึ้นได้เหมือนกัน ซึ่งวันนี้จะได้รู้กันว่าการเลี้ยงแมวส่งผลต่อสภาวะจิตใจอย่างไรบ้าง ?

ข้อดีของการเลี้ยงแมว

โดยมหาวิทยาลัยในเมืองบัฟฟาโล นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา และ ดร.คาเรน เอล์เลน (Karen Allen) แห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน ได้ทำการวิจัยและประเมินผลเกี่ยวกับ ผลกระทบที่เกิดจากภาวะทางสังคมต่ออัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และการหลั่งเอ็นไซม์เรนิน (Renin) ที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความเครียดในกลุ่มอาชีพผู้ช่วยนักลงทุน (Stockbroker) ในนิวยอร์ก จำนวน 48 คน จากการทดลองให้ยาที่ชื่อ ลิซิโนพริล (Lisinopril) และ แองจิโอเทนซิน-คอนเวอร์ติง เอนไซม์ (ACE) ซึ่งเป็นยาลดความดันโลหิต แล้วแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย กลุ่มละ 24 คน กลุ่มแรกรักษาด้วยการให้ยาเพียงอย่างเดียว ส่วนกลุ่มที่ 2 รักษาด้วยยาควบคู่ไปกับการเลี้ยงสัตว์ เช่น หมาหรือเแมว

หลังการรักษา 6 เดือนพบว่ากลุ่มที่เลี้ยงสัตว์ไปพร้อม ๆ กับรับประทานยามีอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และการหลั่งเอนไซม์เรนิน (Renin) น้อยลงเมื่อเทียบกับผู้ที่รักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียว แน่นอนว่าต้องส่งผลให้สุขภาพจิตใจดีขึ้นตามไปด้วย

พร้อมกันนี้ยังแสดงให้ถึงข้อดีของการเลี้ยงแมวด้วยว่า…

ข้อดีของการเลี้ยงแมว

1. แมวจะรักเจ้าของโดยไม่มีเงื่อนไข

เพราะสัตว์ก็คือสัตว์ พวกมันจะไม่สร้างเงื่อนไขหรือเสาะแสวงหาผลประโยชน์ใด ๆ ในความสัมพันธ์ ดังนั้นการเลี้ยงแมวจึงทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เป็นเพื่อนยามเหงา ไม่ปล่อยให้ความเครียดมีอิทธิพลสร้างกำแพงแยกเราออกจากสังคม และไม่ทำให้เราต้องคอยกังวลว่าพวกมันจะคิดอย่างไร

2. เพิ่มความรับผิดชอบทำให้มองเห็นคุณค่าในตัวเอง

หลายคนอาจจะคิดว่า ตนเองคงเลี้ยงแมวไม่ได้หรอก เพราะลำพังต้องดูแลตัวเองยากลำบากพออยู่แล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญกลับบอกว่า ความรับผิดชอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการดูแลแมวนี่แหละ ที่จะทำให้คุณมองเห็นคุณค่าและความมีสำคัญในตัวเองมากยิ่งขึ้น

3. พาแมวไปเดินเล่น เพื่อสร้างสุขภาพกายและใจให้ดีขึ้น

ถ้าได้เริ่มเลี้ยงแมวหรือสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น ๆ แล้วล่ะก็ เจ้าของจะต้องพาแมวออกไปเดินเล่นนอกบ้านอยู่บ่อย ๆ ซึ่งกิจกรรมนี้จะทำให้เจ้าของได้ออกกำลังกายไปในตัว ทำให้สุภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น ช่วยให้คุณจัดการกับความเครียดได้ดี และส่งผลให้จิตใจดีขึ้นตามไปด้วย

4. การสัมผัสแมวจะช่วยปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นได้

แม้ว่าคุณจะอารมณ์เสียมาจากไหน แต่ถ้าได้ลูบไล้ขนนุ่ม ๆ ของแมวแล้วก็จะทำให้ผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งมีอ้างอิงได้จากผลของการวิจัยให้ผู้ชายที่ป่วยเป็นโรคเอดส์ได้เลี้ยงสัตว์และประเมินผลพบว่า พวกเขารู้สึกทุกข์ทรมานจากอาการของโรคซึมเศร้าน้อยลงเมื่อได้อยู่กับสัตว์เลี้ยง

5. แมวช่วยรักษาระดับความดันโลหิตได้เป็นปกติดีกว่าการพึ่งยา

แม้ในทางการแพทย์จะใช้ยาที่ช่วยลดความดันโลหิต แต่ผลการวิจัยกลุ่มอาชีพผู่ช่วยนักลงทุน (Stockbrokers) ในนิวยอร์ก ที่เป็นความดันโลหิตสูง ด้วยการให้เลี้ยงหมาและแมวนั้นพบว่า กลุ่มผู้ที่เลี้ยงสัตว์มีความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจต่ำลงกว่ากลุ่มผู้ที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์

6. สร้างความสัมพันธ์ทางสังคม

เมื่อคุณได้พาแมวออกไปข้างนอกแล้วไปเจอสังคมใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนที่เลี้ยงแมวเหมือนกันหรือผู้คนรอบข้าง ก็จะทำให้เกิดการพูดคุยและเปิดโอกาสตัวเองได้สานสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยจัดการกับความเครียดได้เป็นอย่างดี

7. แมวรับฟังปัญหาได้ดีกว่าคน

บางครั้งการได้พูดระบายหรือบอกเล่าปัญหาให้กับคนที่ไว้ใจได้รับฟังก็จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น แต่อาจจะน้อยกว่าการระบายให้แมวฟัง เพราะพวกมันจะไม่ตัดสินอะไรในตัวคุณได้เลยแม้แต่น้อย และจะรับฟังอย่างตั้งใจ ซึ่งนั่นอาจจะทำให้รู้สึกสบายใจมากกว่าการระบายให้คนฟังในบางครั้ง

แม้ว่าผลจากการวิจัยและทดลองจะปรากฏให้เห็นว่า การเลี้ยงคือส่วนหนึ่งมีช่วยบรรเทาความเครียดจากโรคซึมเศร้าให้ลดลงได้ แต่ก็ไม่ใช่หนทางที่จะทำให้โรคนี้หายขาดแต่อย่างใด หากใครที่กำลังตกอยู่ในภาวะหรือเป็นโรคซึมเศร้าก็อย่าได้ยอมแพ้นะคะ จงเข้มแข็ง และลองหาแมวมาเลี้ยงให้เป็นเพื่อนคลายเหงาดูสิคะ


กิน” ชะลอ “แก่”

 

 

 

เป็นธรรมชาติของร่างกายคนเรา เมื่ออายุมากขึ้นความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ย่อมมาเยือนในที่สุด ปัจจัยสำคัญที่เร่งความเสื่อมให้มาถึงเร็วขึ้นก็คือ “อนุมูลอิสระ” ซึ่งเป็นตัวการก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพร่างกายต่างๆ ตามมามากมาย การเกิดอนุมูลอิสระนั้นมาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น มลพิษในอากาศ ควันบุหรี่ แสงแดด อาหาร ความเครียด ฯลฯ อีกทั้งยังเกิดจากกระบวนการเผาผลาญของออกซิเจนภายในเซลล์ หรือเกิดจากการย่อยทำลายเชื้อแบคทีเรียของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

การเลือกบริโภคก็เป็นวิธีที่จะช่วยต้านอนุมูลอิสระและช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ได้ ซึ่งสารอาหารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ มีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิดคือ วิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีน

“วิตามินซี”
ทำหน้าที่จับอนุมูลอิสระในเซลล์ที่เป็นของเหลว ป้องกันการถูกอนุมูลอิสระทำลาย อาหารที่มีวิตามินซีอยู่มากก็มักจะเป็นอาหารประเภทผลไม้ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่สามารถหารับประทานได้ง่ายในเมืองไทย เช่น ฝรั่ง มะขาม เงาะ ลูกพลับ สตรอเบอร์รี่ มะละกอแขกดำสุก พุทรา ส้มโอ เป็นต้น

“วิตามินอี”
มีหน้าที่ช่วยให้เยื่อบุและเซลล์ต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น เพราะวิตามินอีจะทำให้ผนังเซลล์ทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมได้ดี ถ้าขาดวิตามินอีจะทำให้เกิดอาการผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ ระบบประสาท และการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด อาหารที่อุดมด้วยวิตามินอีคือ น้ำมันพืชต่างๆ เช่น น้ำมันจากจมูกข้าวสาลี น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน น้ำมันจากเมล็ดฝ้าย น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด เป็นต้น ดังนั้นหากใช้น้ำมันพืชดังกล่าวปรุงอาหารเป็นประจำก็ไม่ต้องกังวลว่าจะขาดวิตามินอี แต่จะพบปัญหาการขาดวิตามินอีในคนที่มีลำไส้ผิดปกติในการดูดซึม ซึ่งไม่สามารถดูดซึมไขมันได้ จะทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมวิตามินอีไปใช้ได้ เพราะวิตามินอีเป็นวิตามินชนิดละลายในไขมัน

“เบต้าแคโรทีน”
เบต้าแคโรทีนเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ มีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพและเพิ่มการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น และทำหน้าที่เสมือนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยลดความสื่อมของเซลล์ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดกระบวนการแก่ นอกจากนี้ยังบำรุงสุขภาพของดวงตา ทำให้ตามีความสามารถในการมองเห็นในตอนกลางคืนได้ และยังลดความเสื่อมของเซลล์ของลูกตาด้วย

เมื่อพูดถึงเบต้าแคโรทีนส่วนใหญ่จะนึกถึงผักและผลไม้ที่มีสีเหลืองและสีส้ม เช่น แครอท ฟักทอง หน่อไม้ฝรั่ง แตงโม แคนตาลูป มะละกอสุก แต่ผักที่มีสีเขียวก็มีสารเบต้าแคโรทีนเช่นกัน เนื่องจากสีของเบต้าแคโรทีนถูกสีเขียวของคลอโรฟิลล์บดบัง เช่น บร็อกโคลี่ มะระ ผักบุ้ง ต้นหอม ผักคะน้า ผักตำลึง เป็นต้น

เมืองไทยอุดมด้วยผักและผลไม้หลากสี ซึ่งล้วนมีประโยชน์และมีให้เลือกบริโภคมากมาย อย่างน้อยการรับประทานผักผลไม้ร่วมกับอาหารทุกมื้อ เพียงเท่านี้ก็ช่วยชะลอความเสื่อมให้มาเยือนช้าลง หรืออย่างน้อยก็ทำให้ระบบขับถ่ายและการเผาผลาญอาหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพได้


งานวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก

 

 

กรมควบคุมโรค จัดกิจกรรมวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก ชวนคนรักหมาแมวฉีดวัคซีนฟรี พร้อมกิจกรรมสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง
นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก(who) และองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (oie) สนับสนุนให้วันที่ 28 ก.ย.ของทุกปี เป็นวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก (world rabies day) ซึ่งไทยได้เข้าร่วมจัดงานตั้งแต่ปี 2550 โดยมีภาคีเครือข่าย 6 หน่วยงาน ได้แก่ กรมควบคุมโรค กรมปศุสัตว์ กรุงเทพมหานคร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และสภากาชาดไทย สลับกันเป็นเจ้าภาพในแต่ละปี เพื่อกระตุ้นเตือนให้ประชาชนตื่นตัวต่อการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าและผลกระทบของโรคพิษสุนัขบ้าในคนและสัตว์อย่างจริงจัง
นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า ปีนี้กรมควบคุมโรคเป็นเจ้าภาพหลัก โดยจัดที่ mcc hall เดอะมอลล์งามวงศ์วาน  ภายในงานจะมีกิจกรรมเกี่ยวกับสุนัขมากมายที่สำคัญ คือ การบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าฟรีไม่จำกัดจำนวน ลงทะเบียนทำหมันสุนัขและแมวฟรี (ไม่ต้องพาสุนัขมาลงทะเบียน) ทดสอบสุนัขนิสัยดี ถ้าผ่านเกณฑ์สุนัขจะได้รับผ้าพันคอซูเปอร์ด็อกเป็นการันตี แจกสูตรอาหารสุนัข อ้วน ผอม สุนัขป่วย สุนัขกินยา
พร้อมสาธิตวิธีทำอาหารสุนัข แจกคู่มือประชาชนคนเลี้ยงสุนัข นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ กิจกรรมด็อกวอคแรลลี่ (dog walk rally) รับสมัครสุนัขทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ไม่จำกัดน้ำหนัก ขอให้เป็นสุนัขนิสัยดี ไม่กัดคน ไม่กัดหมา พาจูงได้ ใจสู้ และมีสายจูงมา และประกวดแฟนซี่สุนัขภายใต้คำขวัญ “คุณชายสี่ขา….คุณน้องหมาศรีสยาม” กติกาไม่แยกประเภทไม่เกี่ยงน้ำหนัก รับทุกสายพันธุ์ ประกวดภาพวาดระบายสีของนักเรียนประถมศึกษาภายใต้แนวคิด “พิชิตโรคพิษสุนัขบ้า เลี้ยงน้องหมาอย่างถูกวิธี” กติกาต้องเป็นนักเรียนอายุ 10-15 ปี วาดภาพลงในกระดาษขนาด a4 โดยใช้สีเทียนตามที่กำหนดพร้อมคำบรรยาย พร้อมประกาศนียบัตร สมัครได้ที่ จส 100 โทร.1137
นพ.โสภณ กล่าวต่อว่า ปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าในปัจจุบันเกิดจากการเลี้ยงสุนัขแบบไม่รับผิดชอบ ในช่วงเริ่มเลี้ยงจะรักและให้ความสนใจ พอเบื่อจะไม่สนใจ บางคนถึงขั้นปล่อยเป็นสุนัขจรจัดหรือบางตัวหลงทางกลายเป็นสุนัขจรจัดแพร่ลูกหลานต่อไปมากมาย ซึ่งจะเห็นได้จากสุนัขจรจัดปัจจุบัน ไม่ใช่สุนัขพันธุ์ไทยเหมือนแต่ก่อน ในแต่ละปีจะมีผู้ถูกสุนัขกัดแล้วมารับบริการการฉีดวัคซีนปีละ 5 แสนราย หากเจ้าของสุนัขมีจิตสำนึกดีในการเลี้ยงสุนัข ปัญหาอันตรายและความเสียหายจากสุนัขจะไม่มี รวมทั้งสุนัขจรจัดและโรคพิษสุนัขบ้าก็จะหมดไปด้วย
การเลี้ยงสุนัขอย่างรับผิดชอบนั้นผู้เลี้ยงต้องปฏิบัติ ดังนี้ 1.นำสุนัขไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทุกปี 2.ไม่ปล่อยสุนัขเพ่นพ่านในที่สาธารณะตามลำพัง 3.คุมกำเนิดสุนัขถ้ามีมากเกินไป 4.ฝึกสุนัขให้เชื่อฟังคำสั่ง 5.ไม่ยั่วสุนัขให้โมโห 6.จัดให้สุนัขมีคุณภาพชีวิตที่ดี เช่น ดูแลทำความสะอาด 7.อย่าปล่อยให้สุนัขถ่ายอุจจาระในที่สาธารณะ หากต้องถ่ายเจ้าของต้องเก็บไปทิ้ง 8.ถ้าสุนัขถูกสุนัขตัวอื่นกัดต้องปรึกษาสัตวแพทย์ 9.ไม่นำสุนัขไปปล่อยทิ้ง และ 10.หากสุนัขไปกัดผู้อื่นต้องรีบแยกไปกักขังไว้ก่อนดูแลรับผิดชอบผู้ถูกกัด หากเป็นสุนัขดุต้องระวังเป็นพิเศษอย่าปล่อยไปทำอันตรายผู้อื่น


ระวัง“พิษสุนัขบ้า”พื้นที่เสี่ยง

 

 

“กระทรวงสาธารณสุข” ใช้กลยุทธ์ อสม.เคาะประตูบ้าน เพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า ปีนี้พบเสียชีวิตแล้ว 4 ราย ตั้งเป้ากำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปจากไทยในปี 2563
นายแพทย์โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้าตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ว่า ด้วยพระปณิธานของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่ทรงห่วงใยปัญหาโรคพิษสุนัขบ้า ที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ รวมถึงพระวิสัยทัศน์ที่เกี่ยวกับสุขภาพหนึ่งเดียว โดยมีพระประสงค์ให้โรคพิษสุนัขบ้าหมดไปจากประเทศไทย สอดคล้องกับเป้าหมายองค์การอนามัยโลก(WHO) และองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ(OIE) กำหนดให้ทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียนกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปภายในปี พ.ศ.2563 ไทยฐานะภาคีสมาชิกต้องดำเนินการตามเป้าหมายดังกล่าว
นายแพทย์โสภณ กล่าวว่า การประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านการเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุม และรักษาโรคพิษสุนัขบ้าในคน ได้เสนอเรื่องเพื่อพิจารณาที่สำคัญ อาทิ แนวทางการควบคุมโรคโดยใช้กลไกของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ให้ อสม.เคาะประตูบ้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังผู้ถูกสัตว์กัด โดยจะมีการพิจารณาเพื่อนำมาใช้ ในการดำเนินงานกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปจากประเทศไทย อย่างไรก็ตามการที่จะให้บรรลุตามเป้าหมาย จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน และภาคีเครือข่ายต่างๆ
นายแพทย์โสภณ กล่าวต่อว่า สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค รายงานสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าประเทศไทย ปี พ.ศ.2559 ที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจากพิษสุนัขบ้า 14 ราย ในปีนี้ ตั้งแต่ 1 มกราคม-10 พฤษภาคม 2560 พบผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ราย สาเหตุของการเสียชีวิต คือ การไม่ได้รับวัคซีนหลังถูกสัตว์กัดข่วน กระทรวงสาธารณสุขมีมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันควบคุมโรค ได้แก่ 1.การป้องกันโรค (Prevent) เน้นการป้องกันการเกิดโรคในคน สร้างความตระหนักให้ประชาชนปฏิบัติตนหลังถูกกัดอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันการเสียชีวิต และการเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ 2.การตรวจค้นหาความผิดปกติ(Detect) เมื่อพบสัตว์สงสัยในพื้นที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า ให้ดำเนินการควบคุมโรคโดยเร็วที่สุด 3.การตอบโต้รวดเร็วมีประสิทธิภาพ (Response) ออกสอบสวนโรคร่วมกันภายใน 24 ชั่วโมง ค้นหาติดตามผู้สัมผัสโรคให้มารับการฉีดวัคซีนภายใน 48 ชั่วโมง
ข้อปฏิบัติให้ปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า 1.ใช้หลักการ 5 ย. ป้องกันการถูกกัด “อย่าแหย่ อย่าเหยียบ อย่าแยก อย่าหยิบ อย่ายุ่ง” อย่าแหย่ให้สุนัขโมโห อย่าเหยียบสุนัข หรือทำให้สุนัขตกใจ อย่าแยกสุนัขที่กำลังกัดกันด้วยมือเปล่า อย่าหยิบชามอาหารขณะสุนัขกำลังกิน และอย่ายุ่งกับสุนัขนอกบ้านหรือที่ไม่ทราบประวัติ 2.กรณีถูกกัดให้รีบล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น เบตาดีน และเน้นย้ำให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคอย่างเหมาะสม ร่วมกับกักขังสัตว์ที่กัดสังเกตอาการอย่างน้อย 10 วัน หากสัตว์ตัวนั้นมีอาการปกติแสดงว่าไม่มีเชื้อพิษสุนัขบ้า แต่หากเสียชีวิต รีบแจ้งกรมปศุสัตว์ หรือสถานเสาวภาเพื่อส่งตรวจหาเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าทางห้องปฏิบัติการ 3.หลังจากถูกกัด ควรรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า อย่างต่อเนื่องครบชุดตามเวลาที่แพทย์นัด หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422