“สมยศ”ว้าก พวกด่าตั้งกองทุนไม่จริงใจ

สมยศ” ชักฉุนกระแสตอบรับการตั้งกองทุนทีมชาติไทย โวยลั่นจะตำหนิ ต้องจริงใจ ไร้ผลประโยชน์ซ่อนเร้น อย่าวิจารณ์ไม่สร้างสรรค์ แล้วไม่ทำอะไรเพื่อชาติ ตอก “สื่อ” ตัวเสี้ยม ลั่นถ้าโกงแล้วถูกจับได้ จะลาออกเอง ขณะที่ฝ่ายตรวจสอบบัญชีเช็คการจ่ายเงินกรรมการชุดเก่า ปลายเดือนกรกฎารู้เรื่อง ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลต้องแจ้งดำเนินคดีแน่นอน
นโยบาย-สมยศ  “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เป็นประธานในการประชุมสภากรรมการ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2559 เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ โดยหลังการประชุมประมาณ 4 ชั่วโมง พล.ต.อ.สมยศ แถลงข่าวว่า จะมีการแก้ไขข้อบังคับลักษณะปกครอง สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ คือในข้อที่ว่า “สิทธิประโยชน์ต้องเป็นของสมาคมฯ และสโมสรสมาชิก” ที่ในอดีตโดยผู้บริหารชุดเก่า ไปตัดคำว่า “สมาชิก” ออก ศาลได้สั่งให้แก้ไขโดยให้สิทธิประโยชน์เป็นของสโมสรสมาชิกด้วย โดยวันนี้ได้นำข้อดังกล่าวมาแจ้ง เพื่อที่การประชุมครั้งต่อไปจึงจะหารือเพื่อแก้ไข
    ประมุขลูกหนังไทย กล่าวต่อไปว่า สมาคมบอล ได้ว่าจ้างบริษัทผู้ตรวจสอบบัญชี ให้ตรวจสอบบัญชีของผู้บริหารสมาคมฯ ชุดเก่า น่าจะแล้วเสร็จประมาณปลายเดือน ก.ค. ซึ่งจะทราบว่าการใช้จ่ายเงินในอดีตเป็นไปตามข้อบังคับหรือไม่ ถ้าไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
    ผู้สื่อข่าวสอบถามความเห็นเรื่อง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งบวกและลบ ในเรื่องการตั้งกองทุนฟุตบอลไทยไปบอลโลก ซึ่ง พล.ต.อ.สมยศ กล่าวด้วยท่าทีเคร่งเครียดว่า ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ต่างประเทศก็ทำกัน สมัยตนเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็เคยเปิดรับบริจาคเพื่อสร้างโรงพยาบาลใน จ.ยะลา ปรากฏว่าคืนเดียวได้ถึง 500 ล้านบาท ฟุตบอลทีมชาติไทย เป็นของคนไทยทั้งชาติ หากใครอยากช่วยก็บริจาคเข้ามา แต่หากใครไม่เห็นด้วยก็ไม่ว่าอะไร เพียงแต่อย่าวิจารณ์ในสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์และไม่คิดจะทำอะไรเพื่อประเทศไทย การตำหนิควรต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริงใจ ไม่มีอดีต หรือผลประโยชน์ซ้อนเร้น
    “ถ้าผมโกงกินเงินในสมาคม ถ้าคุณจับได้ ผมจะลาออกเอง ที่เรื่องเป็นแบบนี้ ก็เพราะ สื่อนั่นหละที่ตัวดี ผมฝากให้สื่อลงบทสัมภาษณ์ของผมในวันนี้ด้วย”
    พล.ต.อ.สมยศ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของเงินบริจาค ได้รับสนับสนุรวมกว่า  180 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินกองทุนประมาณ 80 ล้านบาท และอีก 100 ล้านบาท จาก บ.ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่ให้ปีละ 10 ล้านบาท เป็นเวลา 10 ปี ซึ่งจะนำไปใช้กับทีมชาติทุกชุด